ภาพจำอันงดงามที่คนเชียงใหม่มีต่อสันกำแพงคือถนนสายเล็กๆ ทอดยาวร่มครึ้มไปด้วยต้นจามจุรีขนาดใหญ่สองข้างทางโน้มกายเข้าหากันดั่งซุ้มประตูสีเขียว เปรียบเสมือนอุโมงค์มหัศจรรย์ที่นำพาไปพบความตื่นตะลึงด้วยงานหัตถกรรมอันหลากหลายและงดงาม ด้วยความที่อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไม่ถึง 10 กิโลเมตร แค่เพียงการเดินทางชั่วอึดใจ ‘สันกำแพง’ ก็สามารถมอบประสบการณ์ให้ผู้มาเยือนได้อิ่มเอมใจกลับไปทุกครั้ง

หลากหลายจึงงดงาม เสน่ห์วันวาน ณ สันกำแพง
‘สันกำแพง’ เป็นเส้นทางหัตถกรรมอันรุ่มรวยเปี่ยมเสน่ห์ ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาชื่นชมอัตลักษณ์ที่น่าประทับใจการมีทำเลเป็นที่ราบเชิงเขากว้างใหญ่ริมแม่น้ำ ได้เชื้อเชิญให้ผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่นานนับแต่อดีตเป็นต้นมาจากการสืบค้นทางประวัติศาสตร์พบว่า ริมแม่น้ำออน(สายเก่า) มีร่องรอยชุมชนโบราณขนาดใหญ่ สิ่งที่คงเหลือชัดเจนคือเตาเผาพร้อมซากเครื่องถ้วยชามโบราณสืบค้นภายหลังพบว่าเป็นเครื่องถ้วยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตนที่เรียกว่า ‘เครื่องถ้วยสันกำแพง’ มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเครื่องถ้วยสมัยราชวงศ์หมิง เชื่อกันว่าผู้คนดั้งเดิมในพื้นที่คือชาวพูเลาที่ย้ายถิ่นฐานมาจากเมืองพันนาในเชียงแสน ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเคยถูกยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอแม่ออน ต่อมาเกิดเหตุการณ์กบฏเผาที่ทำการราชการเสียหาย จึงโยกย้ายมาที่บ้านสันกำแพง และได้ชื่อว่า ‘อำเภอสันกำแพง’ ตราบทุกวันนี้
ด้วยความหลากหลายของชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในสันกำแพงหลายช่วงเวลา ทั้งชาวไทพวน(คนเมือง) ไทลื้อ ไทยอง(ไทลื้อจากเมืองยอง) และไทเขิน แต่ละชาติพันธุ์ล้วนมีองค์ความรู้ภูมิปัญญาวัฒนธรรมเฉพาะในแบบของตนเอง ความหลากหลายจึงเป็นต้นทุนสำคัญของความร่ำรวยทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะภูมิปัญญาเชิงช่างในแบบต่างๆ สันกำแพงจึงเป็นแหล่งสรรค์สร้างงานหัตถกรรมขนาดใหญ่หลายแขนง ซึ่งในอดีตคือการออกแบบข้าวของเพื่อตอบสนองประโยชน์ใช้งานในชีวิตประจำวันเป็นหลัก ทั้งผ้าถุงที่ทอเพื่อใช้เอง งานจักสาน การทำงานไม้ หรือเครื่องปั้นดินเผาเพื่อใช้สอยภายในครัวเรือน การผลิตเพื่อบริโภคนั้นถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีตเพื่อให้ใช้งานได้คงทน ซึ่งการใช้เวลาว่างที่เหลือจากการทำนาทำสวนทำให้ผู้คนค่อยๆ ถักทอความงดงามอย่างไม่ถูกเร่งเร้าด้วยเวลา

การพัฒนาที่มาพร้อมการเปลี่ยนแปลง

ต่อมา เมื่อนโยบายการพัฒนาประเทศเปลี่ยนไป การผลิตเพื่อบริโภคถูกยกระดับเป็นการผลิตเพื่อขายมากขึ้น เกิดนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ งานหัตถกรรมในชีวิตประจำวันกลายเป็นสิ่งที่ขายได้ หลายสิ่งหลายอย่าง ‘ถูกทำให้กลายเป็นสินค้า’ มากกว่าคำนึงประโยชน์ใช้สอย งานหัตถกรรมที่เคยเป็นความรื่นรมย์ในชีวิต ‘ทำเพื่อใช้’ หรือทำในเวลาว่างหลังจากการทำนาทำสวน กลายเป็นภารกิจหลักของชีวิต ผู้คนจำนวนไม่น้อยผันตัวเข้าสู่การผลิตแบบ mass production อย่างเต็มตัว สิ่งที่เคยมีความจริงแท้(authentic)จึงกลายเป็นสินค้า(commodity)ที่มีความหมายเพียงของฝากของที่ระลึกเท่านั้น
งานหัตถศิลป์ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน ถูกนำมาจัดแสดงในร้านค้าบนถนนสายท่องเที่ยว เพื่อให้ผู้มาเยือนใช้เวลารับบริการทุกอย่างในพื้นที่เดียวอย่างรวดเร็วและสามารถท่องเที่ยวได้ในเชิงปริมาณ พลังของการท่องเที่ยวดึงดูดให้เกิดธุรกิจใหม่ที่ไม่มีความเชื่อมโยงการผลิตในพื้นที่อีกต่อไป และการส่งเสริมการท่องเที่ยวก่อเกิดโครงสร้างอันบิดเบี้ยวนั่นคือบริษัททัวร์เป็นผู้กำหนดโปรแกรมท่องเที่ยว สร้างอำนาจต่อรองกับร้านค้า ทำให้เกิดการท่องเที่ยวแบบผิวเผิน เกิดการกระจุกตัวขึ้นมาแทนการท่องเที่ยวที่ใช้เวลาไปตามย่านชุมชน

ความร่ำรวยภูมิปัญญางานช่างและหัตถกรรมพื้นบ้าน

การค้นพบเศษซากเครื่องถ้วยเคลือบจำนวนมากในเขตออนใต้ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เมื่อปีพ.ศ.2495 โดยไกรศรี นิมมานเหมินท์นั้น เป็นหลักฐานสำคัญในการยืนยันว่าทรัพยากรบนพื้นที่สันกำแพงมีความอุดมสมบูรณ์เหลือล้น เพราะเครื่องปั้นดินเผาโบราณที่ค้นพบนั้นเป็นแค่การปั้นแล้วเผา ไม่มีการเคลือบ แต่เครื่องถ้วยสันกำแพงเป็นเครื่องปั้นที่มีการเผาเคลือบและเชื่อว่าขึ้นรูปด้วยการใช้แป้นหมุน ซึ่งนับเป็นเรื่องก้าวหน้าอย่างยิ่งในเวลานั้น
การพิสูจน์ของกรมศิลปากรพบว่าเครื่องถ้วยสันกำแพงใช้ดินจากริมฝั่งห้วยแม่ลานและแม่ผาแหน เป็นดินเหนียวในทุ่งนาและดินตามเชิงเขา คล้ายกับดินเกาลินจีนใช้ปั้นถ้วย ใกล้ๆ เตามีต้นมะก่อตาหมูจำนวนมาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำน้ำเคลือบโดยไม่ต้องผสมกับไม้ชนิดอื่น ใช้สีดินแดงจากดอยสะเก็ดเขียนลวดลายทั้งปลาคู่ พฤกษชาติและดอกไม้ต่างๆ เมื่อเผาแล้วลายเส้นให้สีดำหรือน้ำตาลแก่เพราะดินมีแร่เหล็กเจือปนอยู่ การมีวัตถุดิบพร้อมพรั่งจึงเป็นเหตุผลสำคัญของการเกิดขึ้นของงานหัตถกรรมที่มีความพิเศษเฉพาะตน เพราะลักษณะเด่นของเครื่องถ้วยสันกำแพงคือเมื่อเผาแล้วจะเห็นสีของภาชนะเคลือบเป็นสีเขียวที่เรียกว่า celadon ผิวด้านไม่ขึ้นมัน เป็นหนึ่งจุดกำเนิดของการสานต่อการทำเครื่องถ้วยสันกำแพงนาม ‘ศิลาดล’ ในปัจจุบัน
จากการสำรวจข้อมูลหัตถกรรมเบื้องต้นโดยคณะทำงานของหอศิลปวัฒนธรรมเชียงใหม่เมื่อเร็วๆนี้ พบข้อมูลที่น่าสนใจว่าในอำเภอสันกำแพงมีงานช่างฝีมือพื้นบ้านหลากหลายแขนง ทั้งงานจิตรกรรม งานกระดาษ ตุง โคม ร่ม งานจักสาน งานโลหะ งานเครื่องปั้นดินเผา งานทอผ้า ปักผ้า งานแกะสลักไม้ ในหลากหลายตำบล(ประกอบแผนภาพ1) งานหัตถกรรมหลายประเภทมีชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับการต่อยอดด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ อาทิ ร่มนาโน บางประเภทได้รับการยกระดับเป็นงานศิลปะชั้นครู อาทิ งานแกะสลักไม้ งานจิตรกรรมพื้นบ้านล้านนา ในขณะเดียวกันก็พบข้อมูลที่น่าใจหายว่างานหัตถกรรมหลายแขนงสาบสูญไปเพราะไม่มีผู้สืบสานอีกแล้ว และงานบางแขนงอาจกลายเป็นแค่ตำนานในเร็ววันนี้
นิตยสารคอมพาสลงพื้นที่ไปเรียนรู้และสนทนากับผู้ที่ยังสืบสานตำนานงานช่างฝีมือแขนงต่างๆ ในพื้นที่สันกำแพงหลากหลายกลุ่ม ทั้งพ่อครูแม่ครูภูมิปัญญา ชาวบ้านที่ผันตัวเป็นผู้ประกอบการผลิตงานหัตถกรรมเชิงพาณิชย์ และชาวบ้านคนธรรมดาที่ยังทำงานเพื่อการใช้สอยในชีวิตประจำวัน ได้ข้อค้นพบสิ่งที่น่าสนใจคือทุกคนทำงานหัตถกรรมด้วยความรัก ไม่ว่างานนั้นจะถูกประเมินตัดสินจากคนภายนอกว่าเป็นงานที่มีความงามหรือไม่ มีคุณค่าหรือไม่ แต่ทุกคนก็ภาคภูมิใจในงานของตัวเอง แต่สิ่งที่เป็นข้อกังวลร่วมคือการขาดผู้สืบทอดเพื่อสานต่องานภูมิปัญญาพื้นบ้านในอนาคต หลายคนเห็นตรงกันว่าอยากให้เกิดพื้นที่รวบรวมภูมิปัญญาสร้างการเรียนรู้ สืบสาน ต่อยอดโดยมีรัฐส่งเสริมและสนับสนุนอย่างจริงจัง ซึ่งในความเป็นจริงครูภูมิปัญญาหลายท่านได้เปิดบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงช่างในแขนงที่ตนถนัดมานานแล้ว แต่ทุกท่านยืนยันว่าถ้ารัฐเห็นความสำคัญและมีการจัดการที่เป็นองค์รวมอย่างดี ภูมิปัญญาพื้นบ้านทั่วทั้งประเทศไทยก็จะได้รับการสานต่ออย่างเป็นรูปธรรมมากกว่านี้

เครื่องปั้นดินเผา

แม่จันทร์นวล วงค์คำแดง เป็นชาวบ้านหม้อที่ปั้นเครื่องปั้นดินเผาไว้ใช้เอง ในอดีตคนในชุมชนทำเป็นหมดทุกคน ยามหมดหน้านาจะปั้นเครื่องปั้นดินเผาแล้วหาบไปขายในชุมชนข้างเคียงเป็นอาชีพเสริม ก่อนนี้เคยปั้นแล้วมีคนมารับไปขายในเมือง แต่ทุกวันนี้มีข้อจำกัดเรื่องวัตถุดิบคือไม่มีดินเหนียวในพื้นที่อีก เลยเน้นทำเพื่อใช้เองเท่านั้น แต่ไม่นานอาจต้องเลิกทำเพราะถ้าเปลี่ยนไปใช้ดินที่อื่นต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอีกมาก ไม่คุ้มที่จะทำเพื่อใช้อีกต่อไป นอกจากนี้ ทักษะการทำเครื่องปั้นดินเผาก็ยังไม่มีคนรุ่นใหม่สืบสานต่อด้วย แม่จันทร์นวลจึงอาจเป็นตำนานช่างปั้นคนสุดท้ายของบ้านหม้ออย่างแท้จริง “หม้อดินจะอี้มันดี คนแถวนี้ตึงสั่งไปใช้ เขาว่ามันแป๋งกับข้าวลำกว่าหม้ออลูมิเนียม ต้มจิ้นก็เปื่อยดี เนื้อดินมันบาง ตั้งไฟกำเดียวก็ฮ้อนแล้ว แล้วเก็บความฮ้อนได้เมิน ยกลงไว้แกงมันตึงอุ่นอยู่เมิน ตึงวันนี้แม่ก็แป๋งไว้ใช้คนเดียว มันดีกว่า บางเตื้อคนแถวบ้านมาสั่ง ก็แป๋งหื้อเปิ้นไป คนมาซื้อเอาขำบ้านเนี้ย แม่ว่าถ้ามันบ่มีดินแต๊ๆ แม่ก็ท่าจะเลิกเหมือนกัน”

ผลิตภัณฑ์: หม้อแกง กระทะก้นลึก กาน้ำ ไห เตาอั้งโล่ หม้อน้ำ ฯลฯ จำหน่ายเองที่บ้าน
วัตถุดิบ : ดินเหนียว ทราย ฟางข้าว ไม้ฟืน
แหล่งวัตถุดิบ : ดินเหนียวจากบ้านน้ำจำ อ.สันกำแพง / ทรายซื้อจากร้านค้า / ฟางข้าวจากนาของตัวเอง / ไม้ฟืนจากบ้านตัวเอง
เครื่องมือที่ใช้ทำงาน : ตะแกรงร่อนดิน ไม้สำหรับกลึงงานปั้นให้เรียบและกดเป็นลวดลาย คราดสำหรับยกเครื่องปั้นดินเผาออกจากกองไฟ
ขั้นตอนการทำงาน : แช่ดินเหนียวสามส่วนไว้หนึ่งคืนผสมกับทรายหนึ่งส่วน ย่ำดินให้เข้ากัน ขึ้นรูปภาชนะด้วยการปั้นดินด้วยมือใช้ไม้ปาดให้เนียนหรือกดลวดลายตามชอบผึ่งแห้ง เวลาเผาใช้สังกะสีรองพื้นโรยขี้เถ้าฟางข้าว เรียงงานปั้นเป็นแถว เรียงฟืนรอบกองภาชนะ โรยขี้เถ้าคลุมด้วยฟาง จุดไฟเผา ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เขี่ยกองขี้เถ้าทิ้งไว้ให้ภาชนะเย็นลง แล้วยกออกจากเตา

ตีมีด

ชัยวัฒน์ ลือชา เป็นชาวบ้านสันมะฮกฟ้าเป็นทายาทลำดับที่สามสืบทอดการตีมีดจากครอบครัว รวมเวลาที่ครอบครัวทำงานตีมีดมานานนับ 100 ปี ชัยวัฒน์สนใจตีมีดมาตั้งแต่เด็กและเรียนรู้จากการช่วยพ่อทำงาน ลูกค้ามาจากหลายจังหวัด ส่วนใหญ่รู้จากการบอกต่อกันเพราะไม่ได้เปิดบ้านเป็นร้านอย่างจริงจัง แต่ก็มีคนมาใช้บริการตลอดสามชั่วอายุการทำงาน “มีดตี้ตีจากเหล็กแหนบมันแข็งแรง ถือแล้วได้น้ำหนักดีกว่ามีดทั่วไป เนื้อเหล็กแน่น แข็ง เวลาฟันของแข็งก็ไม่บิ่นง่าย ตี้นี่ทำได้กุ๊อย่าง ตีมีด ตีดาบ เคียว บานพับหีบโบราณ แค่ต้องรอน่อย เป๋นงานที่ใช้เวลา งานตีมีดมันอิด ฮ้อน คนส่วนใหญ่บ่ไค่อยากทำ แต่เฮาชอบ อยากทำมาตลอด นี่ก็มีลูกศิษย์มาขอเฮียนนะ เฒ่าเหลือลุงก่อน จะอี้มันก็ช้าไปหน้อย (หัวเราะ) สอนอะหยังสืบทอดอะหยังไว้ก็อยู่ได้บ่เมิน แต่ถ้ามีคนรุ่นใหม่ๆ อยากเฮียนแต้ๆ ก็ตึงจะสอนหื้อ”

ผลิตภัณฑ์ : ตีมีดตามคำสั่งซื้อเท่านั้น มีดราคาเล่มละ 300-700 บาท(ขึ้นอยู่กับขนาด)
วัตถุดิบ : เหล็กแหนบ ไม้สัก ครั่ง ถ่านไม้รัก
แหล่งวัตถุดิบ : เหล็กแหนบซื้อจากร้านขายของเก่า เหล็กแหนบหนึ่งชิ้นตีมีดได้ 2 เล่ม / ไม้สักใช้ทำด้ามมีดจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้(ออป.) / ถ่านไม้รัก เป็นถ่านที่ให้ความร้อนสูง ไฟแรงและไม่แตกสะเก็ดจาก อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ / ครั่ง ใช้ติดประสานด้ามมีดกับตัวมีดจาก อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง
เครื่องมือที่ใช้ทำงาน : ค้อนตีเหล็ก แท่นตีเหล็ก เตาไฟเพื่อเผาถ่านไม้รัก บ่อน้ำแช่มีดที่ตีเสร็จแล้ว
ขั้นตอนการทำงาน : วาดแบบมีดบนเหล็กแหนบ (หนึ่งชิ้นได้มีดสองเล่ม) ตัดเหล็กตามแบบ ลนเหล็กให้ร้อน ใช้ค้อนตีเพื่อให้เนื้อเหล็กแกร่งขึ้น ทำซ้ำไปซ้ำมาจนได้ที่ เมื่อเสร็จสิ้นแล้วชุบด้วยน้ำเย็นในบ่อแช่เป็นขั้นตอนสุดท้าย

จักสาน

แม่วันดี กองมาอยู่ในชุมชนบ้านปง(ห้วยลาน) ซึ่งมีจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนในหมู่บ้านเพราะมีฐานทรัพยากรสมบูรณ์โดยเฉพาะป่าชุมชน คนในชุมชนส่วนใหญ่มีทักษะในการทำงานหัตถกรรมได้หลายอย่างในคนๆ เดียวแต่กระนั้นงานหัตถกรรมของบ้านปงก็จะเน้นเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวันมากกว่า ส่วนถ้ามีเหลือจึงค่อยจำหน่ายยามนักท่องเที่ยวมาเยือน “ช่วงเวลาตี้คนเกี่ยวข้าวจาวบ้านจะเริ่มไปตัดปี๋ตาล(ปลีตาล)เอามาแก๋งเป็นอาหารตามฤดูกาล เพราะในหมู่บ้าน เวลาจ้างคนขึ้นไปเก็บ เขาจะตัดใบตาลลงมาตวย ใบตาลสดที่ได้ เฮาจะเอามาฉีกใบตากแห้งบ่หื้อขึ้นรา เก็บไว้สานก่องข้าว ใบตาลที่เหลือก็เก็บไว้ใช้ได้ตึงปี๋ ตะก่อนสานแต่ก่องข้าว พอมีท่องเที่ยวก็สานนกสานปลาพ่อง เวลานักท่องเที่ยวมาเขาก็ได้มาหัดทำไปตวย เพราะถ้าหื้อเขาสานก่องข้าว มันยากล้ำไปสำหรับคนบ่เกยทำ”

ผลิตภัณฑ์ : ก่องข้าว โมบายนกและปลาตะเพียน ฯลฯ จำหน่ายในชุมชนบ้านปงและการออกร้านตามงานต่างๆ
วัตถุดิบ : ใบตาลตากแห้ง
แหล่งวัตถุดิบ : ต้นตาลในหมู่บ้าน
ขั้นตอนในการทำงาน : ใช้ใบตาลตากแห้งเป็นเส้นสานทับกันไปตามรูปแบบจนเป็นสิ่งของที่ต้องการ

ผ้าต้องลาย

จิรกฤต จักรคำ เป็นหนุ่มน้อยอายุ 29 ปี เคยบวชเรียนที่วัดป่าตาลหลายปี มีโอกาสเรียนรู้ภูมิปัญญาล้านนาหลายแขนงจากท่านเจ้าอาวาส เมื่อยามมีงานบุญต่างๆ ท่านจะให้พระและเณรในวัดช่วยกันมือทำโดยเฉพาะการทำตุงและกระดาษต้องลายจนฝีมือพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อสึกแล้วได้เลือกทำงานต้องลาย(ฉลุลาย)เพื่อเป็นอาชีพเลี้ยงตัวต่อไป “ตอนตี้เป็นเณร ผมต้องแป๋งตุง 12 ราศีบ่อยๆ สองสามปี๋ก็คล่องขึ้น ได้ฝึกมือทั้งในวัด และอาศัยครูพักลักจำ พอสึกแล้ว ผมกึ๊ดว่างานต้องลายเป็นอาชีพได้ก็เลยทำต่อ ที่เลือกต้องลายผ้าเพราะมันอึดกว่ากระดาษ งานภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นสิ่งที่ต้องอนุรักษ์เพราะบ่มีคนทำแหมแล้วนอกจากคนเฒ่า ลวดลายที่ผมทำมีตึงแบบดั้งเดิมและผสมผสาน เวลาไปแอ่ววัดต่างๆ ก็จะสังเกตแล้วดัดแปลงเป็นลายใหม่ๆ ถ้ามีโอกาสผมก็อยากเฮียนฮู้เพิ่มเติมกับป้อครูแม่ครูหื้อนักกว่านี้ จะได้ทำหื้องานสมบูรณ์ขึ้น”

ประเภทหัตถกรรม : ฉลุลาย (ต้องลาย)
ผลิตภัณฑ์ : ผ้าต้องลาย จำหน่ายเองที่วัดป่าตาลและรับทำงานตามคำสั่งซื้อ
วัตถุดิบ : ผ้าโทเร กระดาษแบบ ดินสอ ค้อน เขียงไม้ กระดาษรองแบบ สิ่วต้องลายหลายขนาด (อุปกรณ์สั่งทำเฉพาะไม่มีจำหน่ายทั่วไป)
แหล่งวัตถุดิบ : ผ้าโทเรซื้อจากกาดหลวง กระดาษรองแบบซื้อจากร้านขายของเก่า
เครื่องมือที่ใช้ทำงาน : เขียงไม้ขนาดใหญ่หาจากในชุมชน ค้อนและสิ่วต้องสั่งทำพิเศษจากร้านทำโลหะในเมืองเชียงใหม่
ขั้นตอนในการทำงาน : วาดแบบลงในกระดาษแข็งต้นแบบ(ถ่ายเอกสารเก็บไว้ใช้ซ้ำ) พับผ้าเป็นทบตามขนาดลวดลาย(ความยาวสูงสุดไม่เกิน 10 เมตร) วางกระดาษลวดลายต้นแบบบนผ้า ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์รองผ้าด้านล่างสุดต้องลายตามแบบจนเสร็จ

ทอผ้า

อารี ใจวงค์ เป็นคนบ้านปงที่เกิดในครอบครัวช่างทอผ้า เติบโตมาในบรรยากาศที่ต้องช่วยแม่อีดฝ้ายตีฝ้าย หางฝ้าย ดึงฝ้ายและทอผ้าด้วยมือทีละผืนมาตั้งแต่เด็ก ความที่แม่มีลูกหลายคน ถ้าช่วงไหนแม่ทอผ้าให้ลูกไม่ทันแต่ละคนก็ต้องทนใส่ผ้าซิ่นขาดๆ ไปก่อนจนกว่าแม่จะทอเสร็จ ทุกวันนี้ บ้านของอารีเป็นฐานการเรียนรู้เรื่องการทอผ้าในชุมชมบ้านปงด้วย “สมัยก่อนยอมฮับเลยว่าบ่สนใจ๋เรื่องทอผ้าเลย คือทอจ้าง ทำจ้างกุ๊ขั้นตอน แต่บ่อยากทำ ไปเยียะก๋านอย่างอื่นอยู่ได้สักกำ แต่ก็มากึ๊ดว่าบ้านเฮาเป็นบ้านทอผ้า ถ้าเฮาบ่เยียะแล้วมันจะหายไป เครื่องมืออะหยังบ้านเฮาก่มีกุ๊อย่าง หมดแม่ก็มีปี้สาวมาทำ พอกึ๊ดได้เลยขอหื้อปี้สาวช่วยเป็นที่ปรึกษา และทำงานทอผ้าถึงทุกวันนี้ มันเป็นชีวิตของเฮาไปแล้ว”
ศศินัดดา วงค์วุฒิ ชาวบ้านป่าตาลเป็นหนึ่งในเรี่ยวแรงสำคัญของการทอผ้าลายเฉพาะของชาวไทยอง ในอดีตสตรีชาวไทยองทุกคนต้องทอผ้าได้ ศศินัดดาก็ทอผ้าได้ตั้งแต่เล็ก และเพิ่งกลับมาสืบสานงานผ้าทอได้ประมาณ 5 ปี “ผ้าซิ่นลายยองนี่บ่ค่อยมีคนทอได้แล้ว เขาฮ้องลายดีสี่ตะกรอและมีแหมลายฮ้องลายยองจะเน้นสีสันสดใส เพราะคนยองเฮาใส่ซิ่นสีสดๆ ตึงวันนี้เหลือแต่คนเฒ่าทอผ้า เพราะละอ่อนเขาไปเฮียนไปเยียะก๋านในเมือง กลัวว่าหมดรุ่นปี้รุ่นยายเขาแล้วคงบ่มีคนสืบต่อแหมแล้ว”
สุทัศนา จอมอูป เป็นชาวบ้านป่าตาลเช่นเดียวกันแต่ยกระดับการผลิตเพื่อการพาณิชย์มากขึ้น ผ้าฝ้ายส่วนใหญ่เป็นการทำงานตามคำสั่งซื้อเพื่อส่งต่อผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์อีกทอดหนึ่ง เน้นฝ้ายเส้นหนา ใหญ่ ทนทาน ในระยะหลังเริ่มสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายเองมากขึ้นทั้งผ้าปูโต๊ะ ผ้ารองจาน พรม หมอนอิง มีสีสันลวดลายร่วมสมัยมากกว่าผ้าทอในพื้นที่เดียวกัน “ลูกค้าที่ชอบงานฝ้ายมีชาวต่างชาติและคนไทยแทบจะครึ่งต่อครึ่ง การมีเทคโนโลยีสมัยใหม่จ้วยเฮาได้นัก เฮาสามารถขายตี้บ้านผ่านไลน์ ผ่านเฟสบุ๊คได้ โอนเงินหากันได้แบบบ่ต้องปะหน้ากันเลย อันนี้เป็นข้อดีของเทคโนโลยี แต่ที่น่าเป็นห่วงคือคนทอผ้าเหลือแต่คนเฒ่า กลัวเหมือนกั๋นว่าแหมห้าหกปีเปิ้นจะยังทอไหวอยู่ก่อ”
ประเภทหัตถกรรม : ทอผ้า
ผลิตภัณฑ์ : เสื้อผ้าฝ้ายตกแต่งลวดลายปักด้วยมือ ผ้าถุงทอมือลายสันกำแพง (ลายสามแลว-ลายสามเส้นเรียงต่อเนื่องกันทั้งผืน) จำหน่ายในชุมชนและออกร้านตามงานต่างๆ รวมทั้งผ่านเพจเฟสบุ๊คอารีย์ผ้าทอมือ /ผ้าซิ่นไทยองจำหน่ายในวัดป่าตาล / ผ้าผ้ายสุทัศนา มีผลิตภัณฑ์ผ้าปูโต๊ะ หมอนอิง ผ้ารองจาน พรม จำหน่ายที่ร้านสุทัศนาผ้าฝ้ายในหมู่บ้านป่าตาล การออกร้านต่างๆ และทางเพจเฟสบุ๊คผ้าฝ้ายทอมือสุทัศนา
วัตถุดิบ : เส้นฝ้าย
แหล่งวัตถุดิบ : เส้นด้ายฝ้ายซื้อจากตลาดวโรรสในตัวเมืองเชียงใหม่ / ส่วนสุทัศนาผ้าฝ้ายซื้อฝ้ายจากกรุงเทพ เพราะทอผ้าปริมาณมาก
เครื่องมือที่ใช้ทำงาน : เครื่องเรียงลาย เครื่องหวีเส้นด้าย กี่ทอผ้า(กี่กระตุก)
ขั้นตอนในการทำงาน : นำเส้นด้ายมาเรียงลายเพื่อสร้างลวดลายและสีของผ้าเพื่อเป็นเส้นยืน นำไปหวีเส้นด้าย ยกขึ้นกี่ทอ จนทอเสร็จเป็นผืน

ทำโคม

พ่อเทียน หน่อแก้ว เป็นครูภูมิปัญญาพื้นบ้านล้านนาเรื่องย่ำขาง(การใช้เท้าชุบน้ำมันยาย่ำบนขางที่เผาไฟจนร้อนแล้วย่ำบนร่างกายที่เจ็บปวดพร้อมเสกอาคมกำกับ) ที่ทำงานหัตถกรรมได้หลายอย่างรวมถึงการผลิตโคมยี่เป็งด้วย “ไม้ไผ่ที่ใช้ทำโกมต้องเลือกแบบที่เหนียว ยืดหยุ่นดี ตะก่อนบ้านเฮามี บะเดี๋ยวไปซื้อจากในเมืองพ่อง ลำปางพ่อง เป็นไผ่ข้อปล้องยาว เวลาเอามาจักตอกจะได้เป็นเส้นยาวดี แล้วเอามาหักเป็นท่อนเพื่อสร้างโครงโกม บ้านเฮาถวายโกมช่วงเดือนยี่เป็ง บ่ได้แป๋งขาย แขวนเป็นพุทธบูชาก่อนลอยกระทง การรวมกลุ่มเป็นชมรมผู้สูงอายุจะอี้ก็ดีเหมือนกั๋น มีละอ่อนเข้ามาเรียนรู้ตี้หมู่บ้านบ่อยๆ คนเฒ่าก็บ่ง่อม หมู่ป้อเขาทำได้หลายอย่างตึงจักสาน ตึงโกม ได้สอนตึงคนไทย คนต่างชาติอยากหื้อละอ่อนมาเฮียนฮู้นักๆ ความฮู้บ้านเฮาบ่อยากหื้อมันหายไป”

ประเภทหัตถกรรม : การทำโคม
ผลิตภัณฑ์ : โคมยี่เป็ง
วัตถุดิบ : ผ้า กระดาษเงินทองตกแต่ง ไม้ไผ่ กาว
แหล่งวัตถุดิบ : ผ้าซื้อจากกาดหลวง ตัดแบบในหมู่บ้านไม้ไผ่ซื้อจากจังหวัดลำปาง กระดาษตกแต่งซื้อจากวัดเมืองสาตร
เครื่องมือที่ใช้ทำงาน : มีด กรรไกร พิมพ์สำหรับหักโคมให้ได้ขนาดเท่าๆ กัน ไม้หนีบผ้ายึดโครง กาว
ขั้นตอนในการทำงาน : จักไม้ไผ่เป็นเส้น หักเส้นไม้ไผ่เป็นโครง ติดกาว ประกอบผ้าบนโครงโคม ต่อชายโคม ตกแต่งด้วยกระดาษเงินกระดาษทองบริเวณรอยต่อ

เครื่องหวาย

แม่บัวเขียว โปธิมา อยู่ในชุมชนบ้านปง(ห้วยลาน) ที่หมู่บ้านมีฐานทรัพยากรสมบูรณ์โดยเฉพาะป่าชุมชน ป่าจึงเป็นเหมือนซุปเปอร์มาเก็ตของคนในหมู่บ้านอย่างแท้จริงทั้งเรื่องอาหารการกินที่มีกินตลอดปี รวมถึงวัตถุดิบสำหรับการทำของใช้ในชีวิตประจำวันด้วย “หวายนี้เฮาบ่ต้องซื้อ ไปลากเอาคนเดียวในป่า เอามากำหน้อย เฮาแป๋งแค่ปอใช้ อย่างตะกร้าแก่นนี้ก็แป๋งไว้หื้อหลานใช้ บ่ได้เอาขาย ของในป่านี้มีซ๊ะป๊ะ ใช้ได้กุ๊อย่าง ใช้อยู่ใช้กินนี่ได้ แต่เฮาบ่ได้เอาออกมานักๆ เพื่อมาขาย แบบนี้เฮาจะอยู่ได้เมิน”
ชรินทร์ แก้วนำ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หวายเป็นรุ่นที่สองแล้ว คนในหมู่บ้านสันมะฮกฟ้าทำเครื่องหวายมานานกว่า 70 ปี ในอดีตทำเกือบทุกบ้านเพราะใช้หวายตามชายป่ารอบชุมชน แต่ภายหลังเมื่อมีคำสั่งห้ามใช้วัตถุดิบจากป่าจึงต้องสั่งหวายจากต่างประเทศแทน ทำให้ผู้ผลิตลดลง ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จำหน่ายในตัวเมืองเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง “ตะก่อนยังหาหวายธรรมชาติได้ หวายป่าได้จากป่าเมี่ยง ดอยสะเก็ดห้วยลาน ป่าตึง กับที่เวียงป่าเป้า เชียงฮาย หวายธรรมชาตินี้มันแข็ง ผิวสีเหลือง ข้อสั้น ทนทาน พอตอนหลังห้ามสัมปทาน ต้องไปซื้อหวายนอกมา ส่วนใหญ่เป็นหวายลาว อินโดนีเซีย หวายนอกผิวขาวสวย ข้อยาว แต่บ่อดเท่าหวายป่าบ้านเฮา ตอนนี้คนใช้หวายน้อยลง เพราะมันแปง ของใช้พลาสติกถูกกว่า ดีว่ากระแสอนุรักษ์เริ่มมา คนอยากกลับมาใช้กระเป๋าหวาย กระเป๋าธรรมชาติกันนักขึ้น แต่ก็บ่ฮู้ว่าจะอยู่ได้แหมเมินเต้าใด ”

ประเภทหัตถกรรม : เครื่องหวาย
ผลิตภัณฑ์: ตะกร้าใส่เสื้อผ้า ตะกร้าติดรถ กล่องใส่ของ หูกระเป๋าถือ ทำงานตามคำสั่งซื้อเท่านั้น
วัตถุดิบ : เส้นหวาย
แหล่งวัตถุดิบ : แม่บัวเขียวใช้หวายจากป่าชุมชนบ้านปง / ชรินทร์ใช้หวายนำเข้าจากประเทศลาวและอินโดนีเซียโดยสั่งซื้อจากกรุงเทพฯ
เครื่องมือที่ใช้ทำงาน : มีด กรรไกรตัดหวาย เหล็กยิงสำหรับประกอบหวายเข้าด้วยกัน ค้อน / แม่บัวเขียวใช้ตอกตะปูทีละตัวแทนเหล็กยิง
ขั้นตอนการทำงาน : ตัดหวายเป็นท่อนตามขนาดที่ต้องการ แช่น้ำ ดัดให้ตรง ประกอบเป็นผลิตภัณฑ์ ร้อยผิวหวายเพื่อเก็บรายละเอียดบริเวณรอยต่อ

กระดาษสา

แม่ฟองคำ หล้าปินตา สืบเชื้อสายทั้งไทลื้อและไทเขิน เดินเท้าหนีสงครามมาจากเมืองสิบสองปันนาตั้งแต่อายุ 12 ปี พ่อแม่เสียชีวิตในสงครามจึงต้องสร้างชีวิตใหม่ที่บ้านต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ความรู้การทำกระดาษสาเลี้ยงตัว ต่อมาทำเป็นธุรกิจและแบ่งปันความรู้ให้ชุมชน จนบ้านต้นเปากลายเป็นหมู่บ้านผลิตกระดาษสาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย “ตอนแรกๆ กระดาษสาใช้สำหรับทำร่มกับพัดเท่านั้น ที่นี่ยังผลิตกระดาษสาด้วยวิธีโบราณอยู่ เรายังทุบเยื่อสาทำให้เยื่อไม่ขาด กระดาษจึงเหนียวกว่า สมัยเริ่มต้น แม่ไปเอาต้นปอสามาจากบ้านปางสา เชียงราย ตอนหลังที่เป็นธุรกิจแล้วก็มีพื้นที่ปลูกปอสาของตัวเอง ทุกวันนี้ความต้องการกระดาษสาลดลง เน้นการทำสินค้าส่งตามออร์เดอร์ทั้งในและต่างประเทศเป็นถุงและกล่อง ถ้าช่วงปีใหม่ลูกค้าจะสั่งเป็นกระดาษแผ่นเพื่อใช้ห่อของขวัญ เน้นการทำสินค้าส่งตามออร์เดอร์และเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเด็กๆ มีนักเรียนมาเรียนอยู่เรื่อยๆ แม่ก็ดีใจเพราะไม่อยากให้ความรู้เรื่องกระดาษสามันหายไป”

ประเภทหัตถกรรม : การผลิตกระดาษสา
ผลิตภัณฑ์ : กระดาษสาแผ่น กล่องกระดาษสา ถุงกระดาษสาสมุดกระดาษสา ฯลฯ
ส่วนใหญ่ผลิตตามคำสั่งซื้อ
วัตถุดิบ : เยื่อปอสา
แหล่งวัตถุดิบ : ต้นปอสาปลูกในพื้นที่ตัวเองที่เชียงรายและบางส่วนนำเข้าจากประเทศลาว
เครื่องมือที่ใช้ทำงาน : หม้อต้ม เครื่องซักผ้าใช้ทำความสะอาด เครื่องปั่นเยื่อ ค้อนทุบเยื่อสา บ่อน้ำละลายเยื่อสาเฟรมตากกระดาษสา
ขั้นตอนการทำงาน : แช่ปอสาค้างคืน ต้ม ลอกหนังและเปลือกสาตีสา โม่สา ช้อนเยื่อสา(แตะกระดาษ) ตากกระดาษให้แห้ง

ดุนโลหะ

พ่อสงวน ปัญโญสุข เป็นชาวสันกำแพงที่มีโอกาสเรียนต่อในเมืองเชียงใหม่ มาอาศัยอยู่กับพี่ชายช่างตีเงินย่านวัวลาย เริ่มเรียนรู้แบบครูพักลักจำจนเรียนอย่างจริงจังทั้งการตีเงิน(ดุน) ต้องเงิน(ฉลุ) เมื่อทำงานที่กรมศิลป์ได้เพิ่มพูนความรู้ครอบคลุมถึงการออกแบบลวดลายด้วย ตอนเริ่มทำงานได้ดีและเริ่มเป็นครูช่างฝีมือ พ่อสงวนคิดถึงคนในหมู่บ้าน มั่นใจว่าทักษะนี้จะสร้างงานสร้างอาชีพได้จึงกลับมาทำบ้านให้เป็นโรงเรียนสอนตีเงินต้องเงิน ตั้งแต่ปี 2513 และเป็นแหล่งเรียนรู้ตราบจนทุกวันนี้ “สมัยก่อนค่าแฮงรับจ้างในหมู่บ้านได้วันละ 3-5 บาท แต่ถ้าตีสลุง(ขันเงิน)อาจหาเงินได้วันละ 20-30 บาท ตลอดชีวิตป้อถึงเฮียนฮู้ว่าต้นทุนราคาแพงที่สุดที่ไผเอาไปบ่ได้คือทุนภูมิปัญญา ลูกศิษย์ทั้งหลายได้ความฮู้ไปเลี้ยงลูกเลี้ยงครอบครัว ไปสร้างตั๋วเก่า พ่อเปิดบ้านเป็นศูนย์เรียนรู้เพราะเป็นห่วงว่าภูมิปัญญาของชาติมันจะหายไป เฮาบ่อยากหื้อมันหายไป ใครอยากฮู้อะหยังเฮาสอนได้ ขอหื้อเอาแต๊ๆ ป้อสอนเป็นวิทยาทาน แต่จะฮื้อดีหน่วยงานรัฐบาลต้องมาจ้วยส่งเสริมสนับสนุนอนุรักษ์ความรู้ของชาติตวย การทำหื้อคนมีความฮู้คือการพัฒนาที่ยั่งยืน ”

ประเภทหัตถกรรม : ดุนโลหะ
ผลิตภัณฑ์ : ภาพประดับ งานประติมากรรมนูนต่ำ ภาพตกแต่งฝาผนัง กรอบรูป
วัตถุดิบ : แผ่นอลูมิเนียม 100 เปอร์เซ็นต์,ยางชันโรงใช้รองรับแรงกระแทกเวลาต้องลาย,สีดำสำหรับตัดขอบงาน
แหล่งวัตถุดิบ : แผ่นอลูมิเนียมสั่งจากโรงงานในเชียงใหม่และกรุงเทพ ยางชันโรงซื้อในสันกำแพง
เครื่องมือที่ใช้ทำงาน : ค้อน สิ่วขนาดต่างๆ (อุปกรณ์สั่งทำเฉพาะไม่มีจำหน่ายทั่วไป) สีและพู่กันใช้ตัดขอบงาน
ขั้นตอนในการทำงาน : เตรียมยางชันโรงต้มกับน้ำมันหมูและดิน ให้นิ่มพอดี ใช้รองรับแรงกระแทกเวลาต้องลาย ออกแบบลายในกระดาษ วาดลายบนแผ่นอลูมิเนียม ต้องลายตามรูปร่าง ใช้สีดำวาดเส้นตัดขอบเก็บรายละเอียดขั้นสุดท้าย

เครื่องเคลือบศิลาดล

อำพล ตั้งฝาย ช่างปั้นในบริษัทสยามศิลาดล เป็นชาวพะเยาที่มาตั้งรกรากและร่วมชีวิตกับสาวเชียงใหม่ หัดเรียนรู้เรื่องการปั้นเมื่อ 30 กว่าปีก่อนและยึดเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเรื่อยมา “การขึ้นรูปดินต้องค่อยๆ ทำมีสมาธิ ดินอ่อนไปก็บ่ดี แข็งไปก็บ่ดี ขนาดว่าทำบ่อยแล้ว ดินก็ยังล้มได้ เวลาที่ได้หันผลิตภัณฑ์ศิลาดลสำเร็จออกมาเป็นชิ้น มีคนชอบมีคนซื้อไปใช้ เฮาก็รู้สึกภูมิใจ เพราะจากดินเหนียวเป็นก้อน เฮาจะค่อยๆ ใช้สองมือปั้นขึ้นมา ผ่านขั้นตอนต่างๆจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ในที่สุด”

ผลิตภัณฑ์: เครื่องเคลือบศิลาดล อาทิ จาน ชาม ถ้วย แจกัน อ่าง แก้วน้ำ ของตกแต่งบ้าน ฯลฯ
วัตถุดิบ : ดินเหนียว
แหล่งวัตถุดิบ : ดินเหนียวจากอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
เครื่องมือที่ใช้ทำงาน : แป้นหมุน ผ้าช่วยจับขอบขึ้นรูป อุปกรณ์ตัดและตกแต่งเนื้อดิน
ขั้นตอนการทำงาน : ร่อนดินจนเนื้อละเอียดหมักดิน นำดินมาปั้นขึ้นรูปด้วยมือบนแป้นหมุน ตัดตกแต่งตามขนาดที่ต้องการ ยกวางผึ่งหมาดเพื่อส่งไปยังขั้นตอนต่อไปคือ จิ๊กเกอร์ แกะสลักหรือตบแต่งด้วยมือ เผาดิบอุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส เขียนลาย ชุบเคลือบ (น้ำเคลือบขี้เถ้าไม้) ตกแต่งเคลือบ และเผาเคลือบ 1,280 องศาเซลเซียส

จิตรกรรมล้านนา

รศ.ลิปิกร มาแก้ว เป็นผู้ที่หลงใหลวัฒนธรรมล้านนาทุกแขนง ทั้งดนตรีล้านนา จิตรกรรม อักษรล้านนา ลวดลายล้านนาโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาในบทบาทของอาจารย์คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาได้เชื่อมโยงสืบสานภูมิปัญญาล้านนาให้อยู่ในยุคสมัยปัจจุบัน สร้างคนรุ่นใหม่เพื่อส่งต่อความรู้อย่างไม่สิ้นสุด “องค์ความรู้ทั้งหลายเกิดขึ้นจากในวัด บ่ว่าเรื่องสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ลายคำ ปูนปั้น งานศิลปะเชิงช่างดีตี้สุดมักรวมอยู่ในวัดเสมอ เสน่ห์ของความเป๋นล้านนาคือความหลากหลาย เฮามีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ มีวัฒนธรรมแบบของตัวเก่า แต่เฮาก็ฮับและปรับใช้ ความงามจึงเกิดจากความหลากหลายที่ผสมผสานทุกสิ่ง เหมือนงานจิตรกรรมลายคำล้านนาพระราชประวัติพญามังราย วัดต้นโชค อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ตี้ผมทำงานปิดทองเหมือนลายรดน้ำแต่ลดขั้นตอนและเวลานักกว่า เกิดเป็นเทคนิคใหม่เรียกว่าลายคำน้ำแต้ม นี่คือผสมผสานความใหม่เก่าไว้ตวยกั๋น ภูมิปัญญาทุกอย่างมีที่มา อาจเดินทางผ่านไปหลายที่ แต่สุดท้ายก็จะกลับมาเบ่งบานอย่างยั่งยืนในพื้นที่รากเหง้าของตัวเก่าเสมอ”

ประเภทหัตถกรรม : จิตรกรรม (ลายคำน้ำแต้ม)
วัตถุดิบ : ยางมะเดื่อนอก ทองคำเปลวแผ่น 100 เปอร์เซ็นต์ สีอะคริลิกชนิดด้าน ดินสอสีขาวเพื่อร่างภาพ พู่กัน วัสดุในการวาด(ผ้าใบ/ผ้าไหม) น้ำยาเคลือบสีแบบใส
แหล่งวัตถุดิบ : ร้านอุปกรณ์ศิลปะ
เครื่องมือที่ใช้ทำงาน : ดินสอ ปากกาจานลาย พู่กัน แปรงทาสี สีอะคริลิก น้ำยาเคลือบสีแบบใส
ขั้นตอนในการทำงาน : ร่างแบบในกระดาษ ลงพื้นสีแดงบนวัสดุทำงาน ร่างแบบด้วยดินสอสีขาว ใช้ยางมะเดื่อระบายในช่องว่างโดยเว้นจากเส้นดินสอสีขาว ปิดทองคำเปลวบนน้ำยาง ทำจนภาพสมบูรณ์ ใช้น้ำฉีดล้างทองคำเปลวส่วนเกินออกจากภาพ ตกแต่งภาพที่หลุดร่อน ผึ่งแห้ง ลงน้ำยาเคลือบใสทับเพื่อกันฝุ่นจับชิ้นงาน

แกะสลักไม้

สล่าเพชร วิริยะ เป็นลูกชาวนาที่เชี่ยวชาญชำนาญเรื่องไม้ พ่อมักทำของเล่นจากไม้ให้เสมอ เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้สนใจงานไม้อย่างลึกซึ้ง ครั้นได้เรียนรู้กับพ่อครูคำอ้าย เดชดวงตา จึงค่อยๆ ฝึกหัดพัฒนาฝีมือและเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด จนยกระดับงานแกะสลักช้างให้กลายเป็นงานไม้ยุคใหม่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน คือเน้นความเหมือนจริงที่เปี่ยมความรู้สึกและจิตวิญญาณกลายเป็นงานศิลปะอย่างแท้จริง “ส่วนหนึ่งในชีวิตของเฮาคือจ๊าง คนทั่วโลกดั้นด้นมาดูงานที่ทำด้วยความฮักแล้วชื่นชมว่ามีคุณค่า มันคือความภูมิใจ๋ และการได้ใช้ศิลปะชักนำหื้อเกิดการอนุรักษ์จ๊างได้ในชีวิตจริง นี่คือความสุขตี้สุดในชีวิต ผมยังทำงานทุกวัน มันคือลมหายใจของชีวิตผม เป็นจิตวิญญาณ เป็นหน้าที่ที่สืบทอดจากป้อครู บ่มีงานอะหยังที่เปลี่ยนไม้หื้อมีมูลค่าเพิ่มสูงได้ขนาดนี้แหมแล้ว มันสร้างคน สร้างงาน สร้างศิลปะคู่แผ่นดิน ผมทำบ้านจ๊างนักเป็นแหล่งเฮียนฮู้ สร้างการสืบต่อหื้อได้นักตี้สุด อยากหื้อรัฐสนับสนุน หาทางสืบสานต่อไปหื้อยาวนาน แค่เฉพาะสันกำแพงอำเภอเดียวมีงานภูมิปัญญานักกว่าบางจังหวัดแหม เฮาต้องกึ๊ดเรื่องนี้ตอนตี้ยังมีเวลา บ่ใช่รอหื้อมันหายไปแล้วถึงมากึ๊ดลงมือทำ”

ประเภทหัตถกรรม : การแกะสลักไม้
ผลิตภัณฑ์ : ภาพประดับแกะสลักช้างแบบนูนต่ำภาพแกะสลักช้างสามมิติ
วัตถุดิบ : ไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ขนุน ไม้ขี้เหล็ก ไม้ฉำฉา
แหล่งวัตถุดิบ : ไม้เนื้อแข็งที่ได้ในท้องถิ่น
เครื่องมือที่ใช้ทำงาน : ค้อนและสิ่วหลายขนาด (อุปกรณ์สั่งทำเฉพาะ ไม่มีจำหน่ายทั่วไป)
ขั้นตอนในการทำงาน : วาดแบบในกระดาษ ร่างแบบลงแผ่นไม้ แกะสลักตามแบบ เก็บรายละเอียด กรณีแกะสลักแบบสามมิติใช้ทักษะความชำนาญเฉพาะค่อยๆแกะไปจนเป็นรูปร่างช้าง(ในจินตนาการ)ที่ต้องการความฝัน

วันพรุ่งนี้ที่สันกำแพง

ความงดงามของสันกำแพงในกาลที่ผ่านมาคือความร่ำรวยและหลากหลายของหัตถกรรมงานช่างฝีมือ แม้การเปลี่ยนแปลงอาจทำให้หลายสิ่งตกหล่นเลือนหาย แต่จิตวิญญาณความเป็น ‘นักสร้างสรรค์ความงามด้วยมือ’ หรือ หัตถศิลป์นั้นยังดำรงอยู่เสมอ อาจเป็นโจทย์ใหญ่อันท้าทายที่ทุกคนต้องร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมลงมือเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงว่า ‘สันกำแพงจะเดินบนหนทางสายหัตถกรรมในโลกสมัยใหม่อย่างไรนับจากนี้’

ณัฐพล วรรณาภรณ์
ตัวแทนคนรุ่นใหม่ชาวสันกำแพง

ณัฐพล วรรณาภรณ์ เป็นคนรุ่นใหม่ชาวสันกำแพงที่ตัดสินใจเลือกกลับบ้าน ตอนอยู่กรุงเทพเขาเปิดสตูดิโอเซรามิคเล็กๆ กับเพื่อนอีกสองคนชื่อ ‘ชามเริญสตูดิโอ’ ทำผลิตภัณฑ์เซรามิคจำหน่ายและเปิดสอนเวิร์คช็อปไปด้วย การกลับบ้านทำให้เห็นว่าเชียงใหม่มีต้นทุนอีกมากที่ช่วยต่อยอดการทำงานได้ “งานของชามเริญเป็นงานเซรามิคแบบเรียบง่าย มินิมอล เน้นฟังชั่นการใช้งาน พอมาทำที่บ้าน เราพัฒนางานเซรามิคผสมกับวัสดุอื่นๆ งานประติมากรรมที่เล่าเรื่องวิถีล้านนา เป็นต้น, ดินเชียงใหม่เป็นดินคุณภาพ ปั้นขึ้นรูปได้ดี เมื่อเผาแล้วให้สีเฉพาะคือขาวอมน้ำตาลตามธรรมชาติ สันกำแพงเป็นแหล่งหัตถกรรมดั้งเดิม มีศักยภาพในตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่ผู้ผลิตอาจต้องศึกษาตลาดคนรุ่นใหม่และเทรนด์ต่างๆ มากขึ้นว่าคนต้องการงานแบบไหน เน้นคุณภาพของงานมากขึ้น งานคราฟท์สร้างมูลค่าได้อยู่แล้ว เพราะทุกชิ้นมีเอกลักษณ์ที่แตกต่าง มีลูกค้าที่เต็มใจซื้อเพื่อสะสมงานแบบไม่ได้กังวลเรื่องราคา เพียงแต่เราต้องเริ่มต้นด้วยคุณภาพของสินค้าให้ดี เพราะช่องทางการขายสมัยใหม่มันเปิดกว้างมากขึ้น”

เพ็ญพรรณ วังวิวัฒน์
ผู้บริหารสยามศิลาดล

เพ็ญพรรณ วังวิวัฒน์ ผู้บริหารสยามศิลาดลเป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่พยายามสร้างโอกาสของงานหัตถกรรมดั้งเดิมให้มีพื้นที่สอดคล้องกับความต้องการสมัยใหม่อยู่เสมอ อาทิ การผลิตเครื่องถ้วยชุดอาหารขนาดเล็กและตอบสนองการใช้ประโยชน์อเนกประสงค์เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยู่คนเดียวในคอนโดมิเนียม “การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าเกิดจากตัวตนของตัวเอง เรามีศิลาดล ร่มบ่อสร้าง มีงานฝีมือหลายอย่างที่เป็นรากเหง้าของคนสันกำแพง เราต้องช่วยกันสื่อสารตัวตนเหล่านี้ให้อยู่ในการรับรู้ ทำให้คนเห็นคุณค่าและสืบต่อได้  สยามศิลาดลไม่เคยเปลี่ยนตัวตนคือทำเครื่องเคลือบที่ใช้น้ำเคลือบจากขี้เถ้าธรรมชาติแท้ๆ ไม่ผสมสี พยายามปรับสินค้าให้เข้ากับชีวิตของคนสมัยใหม่ ขณะเดียวกันก็เรียนรู้ไม่หยุด เช่น ทดลองทำงานสินค้าตกแต่งบ้านร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม อยากให้คนเชียงใหม่ภูมิใจว่างานบ้านเราไปอยู่ทั่วทั้งโลก โรงแรมร้านอาหารหลายแห่งเลือกใช้ศิลาดลเพราะเอกลักษณ์ที่สวยงาม งานหัตถกรรมเป็นงานศิลปะที่ใช้ทั้งมือและหัวใจ มันมีจิตวิญญาณของคนทำอยู่ในนั้น”

กัณณิกา บัวจีน
ผู้บริหารรุ่นที่สองของศูนย์อุตสาหกรรมทำร่มบ่อสร้าง

กัณณิกา บัวจีน เป็นผู้บริหารรุ่นที่สองของศูนย์อุตสาหกรรมทำร่มบ่อสร้างที่พยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรม เกิดเป็นร่มนาโนที่กันน้ำได้ กันกลิ่น กันเชื้อราแต่ยังคงความงามแบบล้านนา สร้าง E-Museum เชื่อมโยงความรู้พื้นบ้านในพื้นที่สมัยใหม่ มีโรงเรียนเล็กๆ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ทีละน้อย ดั่งที่คุณถวิล บัวจีน-ผู้พ่อได้รวบรวมรักษาภูมิปัญญาการทำร่มไม่ให้สูญหาย จนพลิกฟื้นให้ร่มบ่อสร้างมีชื่อเสียงระดับโลก “แต่เดิมเวลามาสันกำแพง เราสัมผัสเสน่ห์ได้แบบรูปรสกลิ่นเสียง รูปคือผลิตภัณฑ์ รสคืออรรถรสในการเดินทาง ถนนสวยจัง ต้นฉำฉาใหญ่สองข้างทาง กลิ่น คือกลิ่นอายของประวัติศาสตร์วัฒนธรรม บ้านเรือน วิถีชีวิต การเคี่ยวน้ำมันยางตะโก กลิ่นของสี, เสียง คือ เสียงของช่างฝีมือต๊อกๆ แต๊กๆ ตามบ้าน ซึ่งตอนนี้มันหายไป หลายฝ่ายอยากฟื้นสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ในสันกำแพงมีสินค้า GI (Geographical Indication ที่อาศัยธรรมชาติเฉพาะถิ่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ขึ้น) หลายอย่าง ถ้านำมาเชื่อมโยงเรื่องเล่าผ่านประวัติศาสตร์ เราจะเล่าอะไรได้อีกเยอะ เอาความซอกแซกอยากเที่ยวแบบ unseen มาใช้ประโยชน์ มีแอพพลิเคชั่น art map ที่ผูกโยงเรื่อง GI งานช่างฝีมือ เข้าถึงคนให้ได้หลายภาษา น่าจะสร้างโอกาสการเรียนรู้วัฒนธรรมที่ลึกซึ้งขึ้นได้ผ่านการใช้เทคโนโลยี”

สุดาลักษณ์ เทพปัญญา
Kradas Cafe

สอดคล้องกับสุดาลักษณ์ เทพปัญญาแห่ง Kradas Cafe ผู้บริหารยุคสองที่คลี่คลายต่อยอดงานหัตถกรรมดั้งเดิมอย่างกระดาษสาสู่การเป็นศิลปะสร้างสรรค์จากกระดาษที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ที่มองว่าสไตล์ที่ชัดเจนจะช่วยสร้างการจดจำและสร้างมูลค่าเพิ่มให้งานหัตถกรรมได้ “คนในสันกำแพงมีทักษะการทำงานฝีมือเก่งมาก เพียงแค่ผลิตภัณฑ์แต่ละอย่างอาจยังไม่ได้สร้างเอกลักษณ์ที่ชัดเจน ถ้ากลับไปค้นจุดเด่น ตัวตน ความรักความชอบในแบบของตัวเอง ต่อให้ทำผลิตภัณฑ์เหมือนกัน เราก็สร้างสรรค์ให้เกิดเสน่ห์ที่แตกต่างกันได้ เพราะงานหัตถกรรมคล้ายกับงานศิลปะ เป็นสิ่งที่ปรับใช้ได้เสมออย่างไม่มีข้อจำกัด อยากให้หน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนว่าเราจะช่วยยกระดับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะฝีมือคนที่นี่เก่งและพร้อมอยู่แล้ว”

โดยส่วนตัวผู้เขียนมองว่า สันกำแพงมีต้นทุนที่ดีมาตั้งแต่อดีต โดยเฉพาะทุนมนุษย์ในพื้นที่ที่มีความหลากหลาย(ชาติพันธุ์และภูมิปัญญา) ซึ่งกลายเป็นทุนความรู้และทุนวัฒนธรรมอันสำคัญ พ่อครูแม่ครูหลายท่านเปิดพื้นที่บ้านให้กลายเป็นโรงเรียนอย่างไม่เป็นทางการ ขณะเดียวกัน ต้นทุนสมัยใหม่คือการมีพื้นที่การเรียนรู้ทั้งเรื่องศิลปะสมัยใหม่และศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ผสมผสาน อาทิ พิพิธภัณฑ์ใหม่เอี่ยม โหล่งฮิมคาว ยังไม่นับร้านกาแฟที่กระจายอยู่เกือบทั่วทั้งอำเภอเป็นเสมือนเครือข่ายศักยภาพและโอกาสของ ‘การสร้างพื้นที่เรียนรู้แบบใหม่ขึ้นมาให้สอดคล้องกับความต้องการในอนาคต’ ในโลกสมัยใหม่ที่ผู้คนใช้ชีวิตอย่างรวดเร็ว ทำงานผ่านดิจิทัล ตอบสนองฉับไว ผู้คนสะสมความเครียดและภาวะซึมเศร้าในใจ มีงานวิจัยในต่างประเทศพบว่า การกลับมาทำงานด้วยมือ(crafts) คือ ทางเลือกที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในโลกหมุนเร็ว การกลับมาใช้มือทำงาน ได้มีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์แท้ๆ ตรงหน้า การได้จดจ่อสร้างสรรค์อย่างช้าๆ ประณีต เป็นแนวทางการบำบัดที่ช่วยให้ผู้คนผ่อนคลาย สามารถอยู่ร่วมกับตนเองและผู้อื่นได้อย่างเป็นสุขมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้เป็นเฟืองเล็กๆ ที่มีความหมายและสะท้อนโอกาสมากมายสำหรับสันกำแพง เราจะเชื่อมร้อยความเป็นตัวตนคนสันกำแพงทั้งใหม่เก่าให้เข้ากันได้อย่างไร อะไรเป็นเอกลักษณ์และภาพจำที่เราจะร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง คงไม่มีคำตอบใดตรงใจ มีความหมายลึกซึ้งได้เท่ากับการที่ ‘คนในบ้าน’ ลองทบทวนใคร่ครวญ ยื่นมือร่วมแรงเพื่อ ‘สร้างบ้านแปงเมือง’ ให้สันกำแพงกลับมายิ่งใหญ่ในหัวใจได้อีกครั้ง

ขอขอบคุณ : ผู้สนับสนุนข้อมูลและชาวสันกำแพงทุกท่าน
ที่อนุเคราะห์ความสะดวกในการจัดทำสารคดีชิ้นนี้

นเรศ วงค์คม
นักวิจัยอิสระ

“ถ้าพ่อครูแม่ครูรวมตัวกัน เกิดศูนย์เรียนรู้ร่วมกันสักแห่งในสันกำแพง จะต้องมีคนสนใจไปเรียนรู้แน่นอน โดยเฉพาะพ่อแม่รุ่นใหม่ที่อยากให้ลูกเรียนรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ตัวเองไม่มี ซึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัวผมรู้ว่าพ่อครูแม่ครูเหล่านี้ท่านพร้อมเสียสละอยู่แล้ว อยากให้ผู้บริหารประเทศผู้บริหารท้องถิ่นเห็นความสำคัญ อยากให้ศูนย์เรียนรู้นี้เกิดขึ้นให้ได้ อาจเป็นการต่อลมหายใจของอำเภอสันกำแพงได้เลย ”

น้ำฝน ยุรยาตร์สัมพันธ์
เจ้าหน้าที่สำนักส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เชียงใหม่(TCDC)
“การพัฒนาย่านสร้างสรรค์ต้องทำด้วยพลังของคนในพื้นที่ ขับเคลื่อนงานหัตถกรรมเพื่อให้เศรษฐกิจเดินต่อไปได้ในแบบที่ไม่ใช่แค่กิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว คนในพื้นที่ต้องได้รับประโยชน์ ไม่เฉพาะเพียงผู้ประกอบการหรือคนรุ่นใหม่เท่านั้นแต่รวมถึงช่างฝีมือคนรุ่นเก่าด้วย และสิ่งที่จะทำให้สำเร็จและยั่งยืนได้คือการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ การที่ทุกคนมีเป้าหมายร่วมกันและพร้อมจะทำไปด้วยกันจริงๆ”

อจิรภาส์ ประดิษฐ์
ผู้ประสานงานโครงการขับเคลื่อนเชียงใหม่ สู่เมืองมรดกโลก สถาบันวิจัยเชียงใหม่ มช.
“ถ้าพ่อครูแม่ครูรวมตัวกัน เกิดศูนย์เรียนรู้ร่วมกันสักแห่งในสันกำแพง จะต้องมีคนสนใจไปเรียนรู้แน่นอน โดยเฉพาะพ่อแม่รุ่นใหม่ที่อยากให้ลูกเรียนรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ตัวเองไม่มี ซึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัวผมรู้ว่าพ่อครูแม่ครูเหล่านี้ท่านพร้อมเสียสละอยู่แล้ว อยากให้ผู้บริหารประเทศผู้บริหารท้องถิ่นเห็นความสำคัญ อยากให้ศูนย์เรียนรู้นี้เกิดขึ้นให้ได้ อาจเป็นการต่อลมหายใจของอำเภอสันกำแพงได้เลย ”

สมภพ ยี่จอหอ
นักวิจัยและพัฒนาชุมชน ผู้สร้างแบรนด์ DoiSter
“งานหัตถกรรมหรือหัตถศิลป์ เป็นเหมือนงานศิลปะ คือผู้สร้างสรรค์งานสามารถใส่ตัวตนลงไปในชิ้นงานได้ ทั้งส่วนบุคคลและอัตลักษณ์ของกลุ่มชน เผ่าพันธุ์นั้นๆ ในโลกยุคใหม่อันไร้ขอบเขต หลายสิ่งเหมือนกันไปหมด การจะสร้างผลงานให้มีตัวตนบนโลกใบนี้จึงเป็นโจทย์ที่ผู้สร้างสรรค์งานและนักพัฒนาต้องช่วยกันค้นหา และสำแดงมันออกมาให้ชัดเจน เพื่อให้อัตลักษณ์นั้นได้ฉายตัวตน จนเปล่งประกายเตะต้องสายตาลูกค้าของเราให้ได้”

ขัวแตะคนยอง ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่จับต้องได้
ขัวแตะคนยอง คือ  สะพานไม้ไผ่ข้ามทุ่งนาในชุมชนบ้านป่าตาล อำเอภสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นงานศิลปะหุ่นฟางที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของชุมชนชาวไทยองย่านบวกค้าง ฟางเป็นวัสดุที่เป็นตัวแทนของชุมชนเกษตรกรรม โดยตำนานท้องถิ่นชาวไทยองเชื่อว่าพญาลวงเป็นสัตว์ที่ทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ จึงออกแบบให้ทอดลำตัวยาวตลอดแนวสะพาน มีตัวค่างยักษ์อยู่กลางสะพานเพราะเลียนเสียงจากชื่อย่าน ’บวกค่าง’ ที่เดิมเชื่อว่าเป็นหนองน้ำที่มีค่างจำนวนมาก และสร้างสรรค์ช้างสามเศียรเป็นสัตว์ในตำนาน  ขัวแตะคนยองจึงเป็นผลงานศิลปะที่ผสมผสานภูมิปัญญางานช่างพื้นบ้านอย่างการจักสาน การสร้างขัวแตะ(สะพาน) อัตลักษณ์เฉพาะของชุมชน(ตำนานชาวไทยยอง) และ การร่วมมือของครูภูมิปัญญาในพื้นที่ที่สร้างสรรค์ผลงาน ได้แก่ รศ.ลิปิกร มาแก้ว สล่าเพชร วิริยะ และความร่วมมือจากผู้คนในชุมชน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย(สศร.)

เรื่อง : วิรตี ทะพิงค์แก ภาพ : กรินทร์ มงคลพันธ์