‘สภาลมหายใจเชียงใหม่’ ชื่อนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการ ‘สู้ฝุ่นควัน’ ของคนเชียงใหม่ตอนนี้ครับ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า อีกไม่นาน ฝุ่นควันที่เมื่อปีที่แล้วได้ทำเอาคนเชียงใหม่และภาคเหนือตอนบนเหมือนตกอยู่ในสภาวะการถูกรมควันครั้งร้ายแรงที่สุดเท่าที่เชียงใหม่เคยประสบมา และฝันร้ายกำลังจะหวนกลับมาอีกในเร็วๆ นี้ แต่จะร้ายแรงเท่าหรือมากกว่าเมื่อตอนต้นปีนี้แค่ไหน ไม่มีใครคาดเดาได้

ดังนั้นก่อนที่จะถึงวิกฤตการณ์ฝุ่น (PM2.5) ที่ทุกคนกังวลในต้นปีหน้า ภาคประชาชนจึงได้ร่วมกันเร่งภาครัฐให้ขยับตัวหามาตรการต่างๆ ในการรับมือกับภัยพิบัติครั้งนี้ อย่างเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ด้วยการผลักดันให้ภาครัฐเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งส่วนท้องถิ่น ส่วนกลาง และที่เราให้ความหวังกันมากคือภาคการเมือง ในฐานะที่เรามีนักการเมืองเข้าสภาไปเป็นปากเสียงแทนคนเชียงใหม่กันแล้ว ซึ่งการขับเคลื่อนของภาคประชาชนในครั้งนี้ จะไม่ยอมให้การเตรียมความพร้อมสู้ฝุ่นเป็นไปได้แค่อยู่ในห้องประชุมเท่านั้น

การหวนกลับมาของฝุ่นและควันพิษจนแทบจะเรียกกันติดปากว่า ‘ฤดูฝุ่นพิษ’ เป็นเรื่องที่ทุกๆ คนมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าจะไม่หายใจเอาอากาศเข้าไป ดังนั้นอากาศที่เราทุกคนหายใจเข้าไป จึงควรเป็นอากาศสะอาดตามสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของประชาชนชาวไทยทุกๆ คน เพราะอากาศสะอาดมีความสำคัญเท่าๆ กับการมีน้ำสะอาดไว้อุปโภคบริโภค สำคัญเท่าๆ กับการมีอาหารสะอาดและปลอดภัยไว้กิน 

‘สภาลมหายใจเชียงใหม่’ จึงเป็นกลไกประสานพลังทุกภาคส่วน เพื่อบูรณาการช่วยกันแก้ปัญหาฝุ่นควันพิษอย่างยั่งยืน และได้เริ่มดำเนินงานในภาคชนบทไปแล้ว โดยเชื่อมกับสภาองค์กรชุมชนทั้ง 207 ตำบลในเชียงใหม่ ซึ่งปีนี้จะมี 32 ตำบลเป็นโมเดลนำร่องการแก้ปัญหา รวมทั้งได้ผสานพลังกับ 8 มหาวิทยาลัย และสมาพันธ์สมาคมนักเรียนเก่า 7 สถาบัน ที่อยู่ในเชียงใหม่ (ปรินส์รอยแยลส์ มงฟอร์ต ยุพราช ดารา วัฒโน เรยีนา และพระหฤทัย) ในการรณรงค์ให้ทุกคนได้ตระหนักและเข้าใจ จะได้ช่วยกันลดสาเหตุฝุ่นควันของภาคเมือง ซึ่งจะเริ่มกิจกรรมการรณรงค์ในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยจะก้าวข้ามมิติที่ไม่สร้างสรรค์ไป เช่น การโทษกันไปมา เพราะในความเป็นจริงแล้ว เราทุกคนทุกหมู่เหล่าล้วนมีส่วนทำให้เกิดฝุ่นไม่มากก็น้อย และ ‘ปอดคู่เดียว’ ของเราทุกคนอีกนั้นแหละที่จะได้รับผลกระทบเต็มๆ

Photo by rucksack magazine on Unsplash