การเดินทางของฉันมีง่ายๆ เพียงว่าอยากไปชนบทห่างไกลจากเมือง ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติและอากาศอันบริสุทธิ์ เดินป่าไม่ยาก ไม่เคยไปมาก่อนและเดินทางไม่ลำบาก หากได้เห็นตัวอย่างการบริหารจัดการเชิงอนุรักษ์ด้วยก็จะดีมาก หลังจากหมุนลูกโลกอยู่หลายรอบ ฉันก็ตัดสินใจเลือกคามิโคจิ (Kamikochi) ดินแดนที่ได้รับคำกล่าวขวัญว่าสวยงามราวสรวงสวรรค์
คามิโคจิ (Kamikochi) เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติชูบุซังกะกุ ในเขตเมืองมัตสึโมโตะทางตะวันตกของจังหวัดนะงะโนะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นพื้นที่บนความสูงเฉลี่ย 1,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลมีทัศนียภาพอันงดงามของเทือกเขา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นทางตอนเหนือ (Northern Japan Alps)

Kamikochi “The Place where the Gods Descend to Earth”

ชื่อ ’คามิโคจิ’ มีความหมายว่า ‘ดินแดนที่เทพเจ้าลงมาประทับ’ มีทิวทัศน์งดงามในทุกฤดู ในฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้พร้อมใจกันเปลี่ยนเป็นเฉดสีเหลืองส้มอันอบอุ่น ในฤดูหนาว ยอดเขาที่รายล้อมถูกแต่งแต้มด้วยหิมะ พอถึงฤดูใบไม้ผลิ ใบไม้เปลี่ยนเป็นสีเขียวสดใสรอต้อนรับผู้มาเยือนในฤดูร้อน
แม้วิวเทือกเขาสวยงามชวนฝัน จะเป็นภาพในความทรงจำของใครหลายคนที่มาเยือน แต่สำหรับฉัน คามิโคจิสวยงามในทุกมุมด้วยธารน้ำที่เห็นได้ข้างเส้นทางเดินป่าเกือบทุกเส้นทาง ลำธารจากยอดเขาไหลรวมกันเป็นแม่น้ำอะซุสะ(Azusa River)เบื้องล่าง บางช่วงเป็นสีเขียวมรกต สวยงามจนน่าอัศจรรย์ใจ บางช่วงเป็นสายน้ำที่ใสบริสุทธิ์ ใสจนเงาสะท้อนมีสีสันและความละเอียดลออราวกับว่ามีอีกวิวหนึ่งบนผืนน้ำให้เราได้ชื่นชม และหากมีลมพัดเกิดเป็นริ้วน้ำ ภาพที่เห็นจะเปลี่ยนไปเป็นประหนึ่งรูปภาพเหนือจริงจากปลายพู่กันของศิลปินเอกเลยทีเดียว ความใสราวกระจกของธารน้ำนี้เอง ทำให้คามิโคจิมีเสน่ห์ในทุกมุมที่เราทอดสายตาออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเส้นทางที่เงียบสงัด จนเราได้ยินเพียงเสียงน้ำไหลและเสียงนกร้อง เป็นจุดที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า ความงดงามบนสรวงสวรรค์ คงเป็นเหมือนเช่นที่ฉันกำลังเห็นอยู่ตรงหน้านี้เอง

“Wild Vegetable with Soba Noodles โซบะเสิร์ฟพร้อมผักป่า”

คนที่ไปเช้าเย็นกลับอาจไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารมากนัก เพราะมีร้านอาหารให้บริการอยู่ที่บริเวณศูนย์ฯ แต่สำหรับคนที่พักอยู่ในคามิโคจิหลายวันอย่างฉัน โรงแรมในคามิโคจิมีอาหารให้ 2 มื้อ คือมื้อเช้ากับมื้อเย็น เจ้าหน้าที่จะถามทุกวันว่าจะลงมากินรอบกี่โมง เพราะการเสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิมแบบครบชุด ใช้เนื้อที่มากและใช้ภาชนะถ้วยเล็กถ้วยน้อยจำนวนมาก จึงต้องบริหารการใช้พื้นที่ห้องอาหารให้มีเกิดประโยชน์สูงสุด อาหารของโรงแรมอร่อยมาก หากค้างหลายคืน ก็จะได้กินอาหารชุดหลากหลายขึ้น แน่นอนว่าชุดอาหารที่เสิร์ฟทุกมื้อล้วนเป็นอาหารชั้นดีเลิศ และใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นและตามฤดูกาล
ส่วนอาหารกลางวันนั้น สามารถแวะกินได้ระหว่างเส้นทางที่เดิน ร้านที่ฉันแวะกินหน้าบึงเมียวจิน (Myojin Pond) ฉันเลือกกินโซบะเสิร์ฟพร้อมผักป่าที่หาได้ เพียงแค่ลิ้มรส ก็สัมผัสได้ถึงธรรมชาติของต้นไม้ใบหญ้าที่ปราศจากสารพิษในหุบเขาแห่งนี้ร้านอาหารมีเมนูปลาสดซึ่งก็เป็นปลาที่จับได้ในลำธารหน้าร้านนั่นเอง

“คุณลุงคะมีแมงมุมอยู่ในห้องของฉันค่ะ”

ตอนฉันถอดแจ็คเก็ตตัวหนาหลังกลับจากเดินป่า มีแมงมุมตัวโย่งวิ่งไต่แขนเสื้อลงมา ถึงแม้ว่าขาเรียวยาวจะไม่ดูน่ากลัวสักเท่าไหร่ แต่ฉันก็ไม่อยากเหยียบเขาโดยบังเอิญ พอได้จังหวะ ฉันหาทางครอบเขาด้วยถังขยะใบน้อย และเดินลงมาบอกคุณลุงหน้าฟร้อนท์ ฉันแปลกใจเล็กน้อยที่คุณลุงกระวีกระวาดเดินขึ้นไปจับแมงมุมโดยที่ไม่มีอุปกรณ์ใดๆเลย ฉันได้แต่ย้ำว่า อย่าฆ่าเขานะคะอย่าฆ่าเขานะคะ ซึ่งคุณลุงก็สร้างความมั่นใจให้กับฉันว่า ไม่มีฆ่าแน่นอน
พอเดินขึ้นมาที่ชั้นสอง คุณลุงเลี้ยวซ้ายไปที่ระเบียง ฉันร้องเรียกว่าห้องอยู่ทางขวา คุณลุงบอกว่าขอไปเปิดประตูทิ้งไว้ก่อน ความหมายของคุณลุงคือเมื่อจับแมงตัวนี้ได้แล้ว จะสามารถนำไปปล่อยได้อย่างรวดเร็ว ฉันแอบทึ่งในความรอบคอบของคุณลุง
คุณลุงเปิดถังขยะที่ฉันครอบแมงตัวนี้ไว้ พร้อมบอกด้วยเสียงปลอบใจว่า เขาไม่กัด และไม่ใช่แมงมุมหรอกครับ แต่คือแมง…(ที่ฉันก็ฟังไม่ออก) จากนั้น แมงก็ถูกจับได้โดยละม่อม ทำไมแมงไม่วิ่งวุ่นวายเหมือนตอนอยู่กับฉัน ฉันก็สุดจะรู้ เห็นแต่คุณลุงค่อยๆ ใช้อุ้งมือครอบแมงตัวนั้นอย่างนิ่มนวลและพาไปปล่อยที่ระเบียงถ้าเป็นฉันต้องใช้มือจับแบบนั้น แมงโชคร้ายจะต้องแข้งขาหักแน่ๆ อันที่จริง ฉันก็อายอยู่บ้างที่ทำให้คุณลุงต้องวุ่นวายโดยเรื่องเพียงเล็กน้อย แต่ท่าทีอ่อนโยนที่คุณลุงค่อยๆ จับสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆที่เป็นส่วนหนึ่งของป่าผืนนี้ ทำให้ฉันแอบปลื้มใจที่ได้เห็นถึงความรักที่คุณลุงมีต่อทุกสรรพสิ่งรอบข้าง

“ผมเป็นนักปีนเขาด้วยนะ”

คุณลุงคนนี้ทำงานที่หน้าฟร้อนท์เกือบทุกวัน ทำหน้าที่ทุกอย่าง รวมถึงการบอกข้อมูลประจำวัน เช่นวันนี้ 3 องศานะครับ (และแอบยิ้มเวลาแขกอย่างฉันทำหน้าว่าหนาวมาก) พอพบหน้ากันบ่อยเข้า ฉันก็ได้โอกาสถามว่าโรงแรมนี้เป็นของใครหรือคะ คุณลุงตอบว่าของผมเองครับ ฉันแอบนึกภาพตัวเองหน้าตาตื่นลงมาขอให้คุณลุงไปจับแมงแปดขาให้ นี่ฉันรบกวนเจ้าของโรงแรมเลยทีเดียว คิดแล้วก็แอบอายนิดหน่อย
คุณลุงเล่าว่าพื้นที่วนอุทยานเป็นของรัฐ และครอบครัวของคุณลุงได้มาเช่าพื้นที่ทำโรงแรมนี้มาสามชั่วอายุคนแล้ว
ผมเป็นนักปีนเขาด้วยนะ คุณลุงเล่าสั้นๆ แต่แววตามีความภาคภูมิใจ ฉันถามว่าหน้าหนาวเข้ามาได้ด้วยหรือคะ เพราะคามิโคจิจะเปิดเฉพาะช่วงเดือนเมษายนไปจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน คุณลุงอมยิ้ม และตอบว่าผมเข้ามาได้ครับ เห็นบ้านหลังเล็กๆ หลังโรงแรมไหม นั่นแหละที่ผมเข้ามาพักในช่วงฤดูหนาวเพื่อปีนเขาและดูแลพื้นที่ (จากรูปที่เห็นในภายหลัง ฉันพบว่าเมื่อ 20 ปีมาแล้ว คุณลุงเคยไปปีนเขาที่เทือกเขาโคราคอรัม (Karakoram) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย) ฉันถามต่อว่ารุ่นต่อจากคุณลุงจะมาดูแลโรงแรมไหม คุณลุงตอบว่าไม่รู้เหมือนกัน ตอนนี้ลูกสาวสองคนทำงานในครัว ฉันแอบร้องว้าวในใจ เพราะงานครัวเป็นงานที่หนักมาก จากนั้น เวลากินอาหาร ฉันก็แอบเดาว่าคนนั้นคนนี้ใช่ลูกสาวคุณลุงหรือไม่ และแม้เวลาผ่านไป ฉันยังจำแววตาของคุณลุงที่ฉายความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สวยงามนี้ได้เสมอ ‘คามิโคจิ’ เป็นลูกสาวแสนสวยที่ชาวนะงะโนะรักและภาคภูมิใจ เขาไม่ได้ปกปิดความงามของลูกสาวคนนี้ไว้ชื่นชมเพียงลำพัง แต่เปิดให้ผู้มาเยือนได้สัมผัส ภายใต้ข้อปฏิบัติที่พวกเขาทำตามให้ผู้มาเยือนดูอย่างเคร่งครัด และเขามีวิธีตามแบบฉบับของคนญี่ปุ่นที่จะบอกผู้มาเยือนอย่างนิ่มนวลแต่เด็ดขาด ว่าควรจะปฏิบัติเช่นไรกับลูกสาวของเขาคนนี้ สิ่งนี้ทำให้เรารู้สึกว่า การที่เราไม่ทำผิดกฎ ไม่ใช่เพียงเพราะเรารู้ถึงผลเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมที่จะตามมา แต่ลึกๆ แล้ว หากเราทำผิดกฎ ก็เท่ากับเรากำลังทำลายความหวังที่เขาฝากไว้กับเรา ว่าจะดูแลลูกสาวของเขาให้ดีเท่ากับที่เขาดูแล
เมื่อเราอยู่ในคามิโคจิ เราจึงไม่ได้เพียงสัมผัสกับความงดงามของธรรมชาติอันบริสุทธิ์เท่านั้น แต่ได้รู้สึกถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของพ่อแม่ชาวญี่ปุ่นที่มอบให้ลูกสาวของเขา เป็นความอบอุ่นที่โอบกอดเราอยู่อีกชั้นหนึ่ง ความรู้สึกนี้เองที่ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะหลงรักคามิโคจิ และอยากที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทะนุถนอมธรรมชาติอันบอบบางนี้ไว้ ให้สมกับที่คนพื้นเมืองได้ปกป้องความงดงามนี้ไว้มาแล้วหลายชั่วอายุคน

Kamikochi ข้อมูลการเดินทางหลัก
จากเมืองนะงะโนะ สามารถขึ้นรถบัสตรงไปยังคามิโคจิ ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 40 นาที จากเมืองโตเกียว สามารถไปขึ้นรถบัสที่สถานีรถบัสชินจุกุ (Shinjuku Expressway Bus Terminal) ใช้เวลา 5 ชั่วโมง จากเมืองมัตสึโมโตะ สามารถขึ้นรถไฟไปต่อรถบัส ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
ข้อมูลที่ตั้ง: https://goo.gl/maps/wucXApE9Jq58vn3p7

เรื่องและภาพ : กิติพร นิมิตรบรรณสาร