ใครที่เป็นคนเชียงใหม่ หรืออยู่เชียงใหม่มานาน ในระดับที่พอจะขับรถกลับบ้านหรือไปทำงานได้โดยไม่ต้องดูแผนที่ รับรองว่าจะต้องมีร้านอร่อยในความทรงจำ จะให้เรียกว่าร้านโปรด หรือร้านที่คุ้นเคยก็แล้วแต่สะดวก ที่แน่ๆลักษณะของร้านที่เราจะพูดถึงในฉบับนี้ ต้องเป็นร้านที่ทุกคนไปกี่ครั้ง ‘หัวใจ’ ดวงน้อยก็ไม่เคยพบพานกับความผิดหวัง เพราะความอร่อย บรรยากาศและอะไรต่อมิอะไร ต่างชี้ชวนให้มีรอยยิ้มอิ่มอุ่นในใจกลับมาเสมอ

ต่อไปนี้คือ 10 ร้านที่เราอยากบันทึกไว้ใน พ.ศ.นี้ ลองดูว่าร้านไหนตรงกับใจคุณบ้าง


ข้าวซอยอิสลาม

ร้านนี้มีสองอย่างที่ประทับอยู่ในใจไม่ลืมเลือน เรื่องแรกคือ รสชาติแบบข้าวซอยสไตล์จีนฮ่อที่ใช้เส้นข้าวซอยโฮมเมด เป็นเส้นตรงสีขาวขุ่นไม่เล็กไม่ใหญ่ไซด์ประมาณเส้นโซบะ สีเส้นไม่ออกเหลืองเหมือนข้าวซอยเมืองเหนือ แต่เหนียวนุ่มเคี้ยวเพลิน เข้ากันดีกับน้ำซุปรสเข้มข้นซึ่งขัดกับหน้าตาสีสันนวลละมุม เนื้อตุ๋นที่ให้มาก็นุ่มแน่นมีมันแทรกชุ่มฉ่ำ เปิดมายาวนานตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ โดยยึดหลักว่า ทำของขายให้เหมือนของกินเลี้ยงคนในบ้าน และยึดถือความสะอาดถูกสุขลักษณะตามหลักศาสนาอิสลาม ร้านข้าวซอยอิสลามทุกวันนี้บริหารงานโดยทายาทรุ่นที่ 2 มีป้าซิง และป้าหน่อย พี่น้องสองสาววัยเกษียณอายุ ที่มีรอยยิ้มบนใบหน้าอยู่เสมอ และพูด “เจ้าาาาาาา” ได้หวานจับใจ จนเราต้องยกให้เป็นจุดเด่น

เรื่องที่สอง ป้าซิงแอบกระซิบมาว่าฝึกหัดใช้ ‘เจ้า’ แบบนี้มาเนิ่นนานจนจำไม่ได้แล้วว่าเริ่มเมื่อไหร่ เหตุเพราะภูมิใจในความเป็นคนเมืองเชียงใหม่ อีกสาเหตุที่มักจะ “เจ้าาาาาาา” ได้กับทุกคน ไม่เว้นแม้กับทีมงาน ก็เพื่อย้ำเตือนทุกคนว่า “รับรู้แล้ว!” อย่าสั่งซ้ำเดี๋ยวจะทำข้าวซอยส่งให้ผิด

เมนูต้องลอง : ปาปาแซ หรือเอ๋อซือ (เส้นข้าวกล้องหนานุ่มราดด้วยน้ำข้าวซอย), ข้าวหน้าเนื้อ แกล้มสลัดแขก และเนื้อน้ำค้าง (แนะนำให้ซื้อแบบสไลด์จุมาในแพ็คสุญญากาศ เวลาปรุงให้นึกว่ากำลังจะทอดเบคอนแบบไม่ต้องใช้น้ำมัน ตั้งกระทะไฟอ่อนทอดให้พอเหลือง รับรองอร่อยเหาะ)

ถนนเจริญประเทศซอย 1 ก่อนถึงมัสยิดอิสลามบ้านฮ่อ เปิด 8 โมงเช้า – ราวๆ 5 โมงเย็น


วิกุลพานิช

“ยังบะสุกเตื้อเน้อ” “รอสักกำเน้อ”

เชื่อว่าใครไปรอต่อคิวซื้อซาลาเปาวิกุลพานิช ต้องคุ้นชินกับสองประโยคนี้ และยินดียืนคอย (ซึ่งก็ไม่นานเกินคำที่บอกจริงๆ) เรื่องรสชาติให้ลองนึกในใจตอนนี้เชื่อว่าทุกคนต้องน้ำลายสอและจดจำความรู้สึกตอนกัดซาลาเปาลูกโตเข้าเต็มปาก  ความอร่อยและธุรกิจของวิกุลพานิชสืบทอดต่อเนื่องมาร่วม 4 รุ่น ภาพอาม่า อาอึ้ม วัย 80+ หยิบจับซาลาเปา กับใบตองใส่ถุงกระดาษพิมพ์ชื่อร้านสีแดง ทอนเงินอย่างกระฉับกระเฉง คนกลุ่มนี้แท้จริงแล้วคือทายาทรุ่น 2 ส่วนหลานสาววัยกำลังเรียนอายุ 20 คือคนรุ่น 4

แม่จูคุณยายวัย 79 ตัวแทนของร้านเล่าให้เราฟังว่า “ซาลาเปาเป็นสูตรของเตี่ย มาจากซัวเถา เมื่อก่อนร้านชื่อ ตังกุ้ยจั้ว มาเปลี่ยนช่วงสงครามที่เขาให้คนจีนอพยพเปลี่ยนชื่อร้านค้าเป็นภาษาไทย ก็เลยใช้นามสกุลของพี่สาวแม่ เรื่องค้าขายเตี่ยสอนมาว่า อย่าขายแพง ทุกคนจะได้ซื้อกินได้ สมัยก่อนจะมีมาตรฐานอยู่ว่าจะต้องตั้งราคาที่คนปั่นสามล้อซื้อกินได้ เดี๋ยวนี้สามล้อซื้อไม่ไหวแล้ว ของขึ้น เราจำใจต้องขึ้นราคา แต่ขึ้นทีละ 2-5 บาท พยายามจะรักษาราคาแบบนี้ไว้ อีกอย่างที่เตี่ยย้ำเสมอคือ ต้องซื่อสัตย์กับลูกค้า ดีก็คือดี ไม่ดีก็บอกไม่ดี ทำของให้คนกิน ต้องทำให้อร่อย และทำให้ดีที่สุดทุกวัน”

เมนูต้องลอง : ซาลาเปาไส้หมูลูกใหญ่ ขนมจีบ และขนมเปี้ยะใส้ฝักไข่เค็ม

ถนนเจริญเมืองใกล้ธนากรุงไทยสาขาสันป่าข่อย เปิดทุกวัน : 7 โมงครึ่ง-4 โมงเย็น (หรือจนกว่าจะหมด)


อรุณ ( ไร)

ในความทรงจำของคนเชียงใหม่อายุ 50 ขึ้นไปภาพความทรงจำถึงร้านอรุณ(ไร) ในอดีตคือร้านเรือนไม้ขายอาหารเหนือปรุงสุก มีลาบ หลู้ เป็นพระเอก แฟนคลับคือบรรดาคนถีบสามล้อ และคนทำงานที่ผ่านไปมาย่านท่าแพ “ร้านนี้มีมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ เริ่มตั้งป้ายหน้าร้านแบบจริงจังๆ ในปี 2500  ส่วนตัวพี่ช่วยที่ร้านมาตั้งแต่เด็ก และออกจากงานมาช่วยคุณแม่ แล้วจึงรับช่วงต่อ” พี่จอยลูกสาวคนเล็กทายาทผู้เจ้าของร้านอรุณ(ไร) กล่าวย้อนอดีตให้ฟัง

“สิ่งที่แม่กับพ่อสอนไว้ และพี่นำมาใช้จนถึงทุกวันนี้คือ ทำอาหารขายให้ถามตัวเองก่อนว่า เราอยากกินของดีแบบไหนลูกค้าก็ต้องอยากกินของดีอย่างนั้นไม่ต่างกัน กับข้าวเมืองเราจึงทำเองทั้งหมด แกงฮังเลน้ำพริกต้องโคลก
เองและแกงวันต่อวัน น้ำพริกหนุ่มใช้โคลกไม่ใช้เครื่องปั่นและไม่เติมสารกันบูด แหนมก็ทำเองเป็นแหนมหม้อ แกงผักก็ทำกันแบบถ้วยต่อถ้วย ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราพยายามคงความเรียบง่าย ความใส่ใจและคุณภาพแบบนี้เอาไว้เป็นมาตรฐาน เน้นความเรียบง่าย มีข้าวหนึ่งจานแกงหนึ่งอย่าง ของทอดหรือเมนูเนื้ออีกซักอย่างก็อิ่มอร่อยได้ในราคาไม่แพง ที่ผ่านมาได้แขกนักท่องเที่ยวเยอะขึ้นมากเพราะเขาบอกกันปากต่อปาก

หลายคนกลับประเทศแล้วก็กลับมาทานซ้ำ ขาประจำคนเก่าคนแก่ก็ยังแวะมาทานอยู่เรื่อยๆ ถือว่าทุกวันนี้ที่ยังทำอยู่ก็เพราะลูกค้า เพราะคนงานก็อยู่กับเรามา 30-50 ปี ร้านอรุณ(ไร) จึงเป็นมากกว่าร้านอาหาร แต่เป็นความอบอุ่น มิตรภาพ และความภูมิใจของครอบครัว”

เมนูต้องลอง : แกงฮังเลหมู หรือแกงฮังเลฟักเขียว (ช่วงฤดูกระท้อนทางร้านจะใช้กระท้อนแทนมะขามเปียก) แกงกะหรี่ผัก ไก่เมืองทอด

ถนนคชสาร  ใกล้ประตูท่าแพ (ฝั่งด้านนอกคูเมือง) เปิดทุกวัน : 12.00-21.00น.




ช้างม่อยกาแฟ

พอให้พูดถึงร้านเก่าแก่ในเมืองเชียงใหม่ ‘ช้างม่อยกาแฟ’ คือชื่อลำดับต้นๆ ที่หลายคนต้องคิดขึ้นมาในใจ นอกจากจะเปิดมานานตั้งแต่ปี 2499 แล้ว รสชาติของลูกชิ้นเอ็นเนื้อร้านนี้คือสิ่งที่หลายคนบอกตรงกันว่า ‘จนถึงวันนี้ก็ยังหาร้านไหนเทียบเคียงได้ยาก’ 

น้องนุ๊กลูกหลานรุ่นที่ 3 ของร้านช้างม่อยกาแฟ เปิดเผยถึงเรื่องตำนานของร้านและลูกชิ้นเนื้อสูตรพิเศษนี้ให้ฟังว่า “กาแฟ ขนมปังปิ้ง ก๋วยเตี๋ยว ลูกชิ้นเนื้อ แม้แต่น้ำพริกข่าทั้งหมดอากงเป็นคงคิดค้น และทดลองทำขึ้นเอง จากทีแรกธุรกิจของอากงคือร้านกาแฟอยู่ริมถนนช้างม่อย ตรงที่ทุกวันนี้เป็นธนาคาร TMB ขายเฉพาะตอนเช้า มีกาแฟ ไข่ลวก ขนมปังปิ้ง ลูกค้าเป็นคนถีบสามล้อ คนขับตุ๊กๆ เขาก็เรียกร้านของอากงว่า ‘ช้างม่อยกาแฟ’

ต่อมาอากงก็เริ่มขายก๋วยเตี๋ยวและคิดค้นสูตรลูกชิ้นเอ็นเนื้อ และลูกชิ้นเนื้อที่ใช้แป้งน้อย ใส่เนื้อเยอะ และไม่เติมซอสหรือผงปรุงรสแต่งกลิ่น จนขายดีคนติดใจ ก่อนจะย้ายร้านมาเปิดที่หน้า รร.ยุพราชฯ ต่อมาพอขายดีมากๆ และต้องผลิตลูกชิ้นที่ละเยอะๆ คุณพ่อก็เริ่มใช้เครื่องจักรมาทุ่นแรง เพราะแต่ก่อนสมัยอากงคือต้องใช้มือนวดและปั่นลูกชิ้น พอเปลี่ยนยุคสมัย หลายๆ อย่างก็ทำให้เราต้องปรับตัวพอสมควร จากที่เคยเปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้าก็ขยับมาเป็น 10 โมงและปิดเร็วขึ้นเป็นบ่าย 2 โมงครึ่ง

สิ่งสำคัญที่เรายึดมั่นมาตลอด คือ การรักษามาตรฐานโดยเฉพาะเรื่องรสชาติ แม้เนื้อวัวจะแพงหมูจะขึ้นราคาเราก็ต้องบริหารจัดการให้ได้ และรสชาติต้องไม่เปลี่ยน ราคาก็ต้องไม่แพงมากจนคนกินไม่ไหว เพราะหลายคนคือคนที่กลับมาทานซ้ำ บางคนทานตั้งแต่ถ้วยละสลึง บางคนมาทักว่าเห็นเราตั้งแต่ตัวเล็กๆ ร้านนี้จึงเป็นมากกว่าแค่ร้านก๋วยเตี๋ยว แต่เป็นที่ที่คนกลับมาเจอกัน และส่วนตัวแล้วร้านนี้คือร้านที่เลี้ยงเราและให้โอกาสกับสิ่งดีๆ หลายอย่างแก่ครอบครัว ดังนั้นเราจึงต้องทำให้ดีที่สุด และทำให้คนได้กินของดี ของอร่อยแบบที่อากง และพ่อทำมาตลอด”

เมนูต้องห้ามพลาด : เกาเหลารวมเนื้อ (ลูกชิ้นเอ็นเนื้อ+เนื้อเปื่อย)

สาขาแรก ตรงข้ามโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย และสาขาเปิดใหม่ (*ย้ายจากสาขาประตูสวนดอก) อยู่ริมถนนราชพฤกษ์ใกล้ร้านดานิสา) เปิดทุกวัน 10 โมงเช้า – บ่าย 2 โมงครึ่ง


ขนมเส้นสันป่าข่อย

หากคุณเป็นวัยรุ่น หรือเคยผ่านการใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นในเมืองเชียงใหม่ เมนูนอกบ้านยามดึกของคุณคืออะไร? ให้ตอบภายใน 3 วินาที เชื่อได้เลยว่ากว่า 70 เปอร์เซ็นต้องยกให้ ‘ขนมเส้นสันป่าข่อย’

ภาพคนเขาคิวยาวเหยียดรอตักขนมจีนและกิจกรรมเก้าอี้ดนตรี คือภาพติดตาที่เชื่อว่าทุกคนยังพอนึกออก ขนมเส้นสันป่าข่อย (จริงๆ ตั้งอยู่ในตลาดทองคำ) แต่เดิมไม่ได้มีร้านเดียว (แต่มีร้านที่ใช้ชื่อขนมจีนสันป่าข่อยอยู่ 1 ร้าน) เรียกง่ายๆ ว่าเวิ้งกลางตลาดทองคำคือแหล่งชุมนุมของบรรดาร้านขนมจีน แต่ช่วง 20 ที่ผ่านมาร้านขนมจีนเจ้าเล็กเจ้าน้อยต่างทยอยปิดไปตามกาล เหลือเพียงร้านขนมจีนสันป่าข่อย ร้านของอ้ายโหน่งที่ยังอยู่ยั้งยืนยง ด้วยรสชาติอันเข้มข้นและสนนราคาที่เป็นมิตรกับทุกคนอ้ายโหน่งเผยเคล็ดไม่ลับเบื้องหลังรสชาติที่พวกเราติดใจไว้ว่า “สูตรน้ำแกงมาจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ ผมกับครอบครัวรับมาทำต่อ เป้าหมายนอกจากทำมาค้าขายเลี้ยงครอบครัว ที่ยังยึดราคาถูกๆ เอาไว้เพราะอยากให้ทุกคนได้กิน คิดถึงคนทำงานหาเช้ากินค่ำ คิดถึงเด็กๆ นักเรียนนักศึกษา ถ้าอยากจะกินข้าวให้อิ่มมื้อหนึ่ง 50-60 บาท ผมว่ามันก็เป็นเรื่องเหนื่อยสำหรับพวกเขา (ทุกวันนี้ขายราคาจานละ 20 บาท)

คือตัวผม ร้านผม พอจะจัดการได้ ผมก็อยากทำให้คนบ้านเราได้อิ่มท้อง อย่างแกงเนื้อเนี้ยะแทบไม่เหลือกำไรเลย แต่เห็นคนได้กิน กินแล้วเขาแฮ้ปปี้ ผมกับครอบครัวก็มีความสุขแล้วครับ”

เมนูต้องห้ามพลาด : ขนมจีนแกงเนื้อ (รีบไปตั้งแต่หัวค่ำ เพราะหลัง 2 ทุ่มก็หมดแล้ว)

ตลาดทองคำ ถนนสันป่าข่อย ตรงข้ามวัดสันป่าข่อย เปิดทุกวัน ราว 6 โมง – ตี 2 (จนกว่าจะหมด)

ร้านขนมเส้นสันป่าข่อยมีบริการ ส่งเดลิเวอร์รี่ให้ไปอร่อยที่บ้าน ราคาค่าส่งเริ่มต้นที่ 39 บาท


แซนวิสบาร์

ถ้าให้คิดถึงเมนูมื้อเช้าสุดคลาสสิกของเมืองเชียงใหม่ หลายคนต้องโหวตให้อาหารพื้นเมืองกับข้าวเหนียวร้อนๆ ที่หาได้ตามตลาด ไม่ก็ร้านโจ๊ก หรือร้านข้าวซอย แต่ถ้าถามถึงอาหารเช้าสไตล์ฝรั่ง คนยุค 40 ขึ้นไปจะต้องเอ่ยปากเป็นเสียงเดียวว่า ‘แซนวิสบาร์’ ร้านสไตล์โฮมมี่ที่ตั้งอยู่ หัวมุมด้านในแจ่งหัวลินมาร่วม 40 ปี

ร้านในความทรงจำที่บรรยากาศ การตกแต่ง และรสมือไม่เคยแปรเปลี่ยน ป้านายเจ้าของร้านบอกเล่าที่มาของร้านและหัวใจของแซนวิสบาร์ไว้ว่า “เมนูที่เสิร์ฟทุกวันนี้เป็นเมนูที่ใช้มาตลอด 50 ปี ตั้งแต่ยุค GI เป็นช่วงเวลาที่เมืองเชียงใหม่มีฝรั่งอยู่เยอะ คนญี่ปุ่นก็เยอะ ร้านแรกของป้าอยู่หน้าห้องสมุดประชาชน แล้วย้ายไปโรงแรมศรีโตเกียว ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่ตรงนี้ เมนูต่างๆ ป้าเรียนรู้และหัดทำจากบรรดาลูกค้าฝรั่งที่มาทานเป็นประจำหรือเพื่อนของคุณลุง เช่น แซนวิส (ป้านายตั้งชื่อว่า แซนวิสฮีโร่) สปาเก็ตตี้ บาร์บีคิวฯลฯ ชื่อร้านก็ได้มาจากเพื่อนชาวฝรั่งที่ช่วยตั้งให้ ตามลักษณะของโต๊ะหน้าร้านที่เป็นบาร์ยาวๆ ให้นั่งเรียงกันทาน คุณลุงจะนั่งอยู่มุมหนึ่งคอยบริหารจัดการ ป้าดูแลเรื่องครัว ร้านตรงนี้ คุณลุงเป็นผู้ออกแบบอาคาร มีทั้งห้องใต้ดินบ่อน้ำพุเล็กๆ และห้องติดแอร์ ป้ารับเรื่องงานตกแต่ง ต้องแบ่งกันไม่งั้นทะเลาะกัน (หัวเราะ)พอลุงเสียป้าก็มาบริหารงานเองทั้งหมด ทุกวันนี้ที่ยังเปิดขายอยู่ก็เพราะลูกค้าและลูกน้อง เรื่องลูกน้องเราก็อยากให้เขามีงานทำให้อยู่กันเหมือนเป็นเพื่อน ส่วนลูกค้านี่คือกำลังใจหลักของป้าเลยนะ เพราะทุกคนยังกลับมากิน กลับมาคุย และยังชื่นชมกับเมนูอร่อยๆ ที่เขาเคยทาน นี่แหละความสุขและรสชาติแบบแซนวิสบาร์ที่ทำให้ป้ายังมีแรงทำร้านนี้ต่อไป”

เมนูต้องห้ามพลาด : แซนวิสฮีโร่, Submarine, สปาเก็ตตี้ผัดพริกแห้ง, ซุปหางวัว

ถนนอารักษ์ (แจ่งหัวลินด้านใน) เปิดทุกวัน 7 โมงเช้า – 3 ทุ่ม (หยุดวันอาทิตย์ที่ 2 และ 4 ของเดือน)


Boat

ย้อนกาลเวลากลับไปซัก 30 ปี ก่อนที่อินเตอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนจะเฟื่องฟู ทุกเมืองจะต้องมีร้านไอศกรีม และร้านเบเกอรี่ขึ้นชื่ออยู่หนึ่งแห่งที่เป็นขวัญใจของคนในเมือง เมืองเชียงใหม่ก็มีร้านแบบที่ว่า…ไม่ต้องเสียเวลาเดา ถ้าเราเป็นคนอายุเกินเลข 3 จะรู้ทันทีว่าร้านนั้น คือ ร้านโบ๊ต 

มีอยู่หนึ่งเรื่องที่บางคนอาจยังไม่ทราบ คือ ร้านโบ๊ต ไม่ได้เป็นร้านเดี่ยวๆ แต่เคยมีสาขาอยู่ตามจังหวัดหัวเมือง อย่าง พัทยา หาดใหญ่ และกรุงเทพ (ทั้ง 3 สาขาปิดไปแล้ว ปัจจุบันเหลือเพียงสาขาเชียงใหม่) ร้านโบ๊ตสาขาแรกเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2513 ที่ถนนพัทยาใต้ เมืองพัทยา (ร้านแห่งนี้เคยตั้งอยู่ริมทะเลมองเห็นเรือประมงจึงเป็นที่มาของชื่อ ‘ร้านโบ๊ต’) ส่วนสาขาเชียงใหม่เปิดเมื่อปี 2524 (38 ปีที่แล้ว) นอกจากรสชาติของไอศกรีมและเบเกอรี่ที่ยังอยู่ในความทรงจำ บรรยากาศของร้าน คุณภาพของอาหาร หรือแม้แต่บทเพลงที่เปิดคลอเบาๆ คือตัวตนของ ‘ร้านโบ๊ต’ ที่ล้วนแล้วแต่ถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจทั้งสิ้น  พี่ติ๊ก รองผู้จัดการร้านโบ๊ตสาขาเชียงใหม่เล่าถึงประสบการณ์และความประทับใจกับการร่วมงานกับร้านโบ๊ตมากว่า 20 ปี ไว้ว่า… 

“สิ่งที่เจ้าของร้านย้ำกับเราอยู่เสมอคือ ร้านโบ๊ตต้องเป็นร้านสำหรับทุกคน เริ่มจากราคาที่ยึดหลัก Reasonable Price ตั้งไว้ให้คนมีเงินน้อยก็ทานได้ นักศึกษาสามารถมาทานที่นี่ได้ทั้ง 3 มื้อ เวลาขึ้นราคาก็ขึ้นครั้งละ 2-3 บาท (ราคาอาหารของร้านโบ๊ตจึงเป็นตัวเลขที่ไม่คุ้นตา เช่น 52, 68, 73 บาท)  และที่นี่ยังเสิร์ฟน้ำเปล่าฟรี ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของเจ้าของร้าน ยังมีเรื่องอื่นๆ อีก เช่น การเลือกใช้วัตถุดิบที่ดี ทำของดีให้คนทานเหมือนทำทานเองที่บ้าน รักษาความสะอาดของโต๊ะเก้าอี้ ห้องน้ำ ลงทุนจัดสวนน้ำตก และจัดหาที่จอดรถไว้เป็นสัดส่วน แถมยังดูแลพนักงานอย่างดี บางคนจึงทำงานอยู่ที่นี่มาร่วม 30 กว่าปี ความอบอุ่นและความใส่ใจแบบนี้เป็นสิ่งที่พี่เชื่อว่า คนที่มาทานก็สามารถรับรู้ได้เช่นกัน”

เมนูต้องลอง : ข้าวหน้าหมูทอด ขนมปังหน้าหมู ชุดอาหารเช้า ขนมกระเต็น และเค้กไอศกรีม

ถนนห้วยแก้ว 200 เมตร ก่อนถึงประตูหน้า มช. เปิด 7 โมงเช้า – 2 ทุ่ม


สล่ามองโอสถ

พอเอ่ยชื่อ ‘สล่ามองโอสถ’ คนเชียงใหม่วัยกลางคนขึ้นไปต้องเคยแวะเวียนมาซื้อยาแก้ไอ หรือเคยดื่มน้ำยาธาตุแก้วละ 5 บาทเป็นประจำ และแน่นอนว่าใครที่ได้เรียนโรงเรียนในตัวเมืองเชียงใหม่จะต้องมีคนรู้จักไม่รุ่นพี่ เพื่อน หรือรุ่นน้อง ที่เป็นคนมาจากครอบครัวสล่ามองโอสถ (ตระกูลอินทารักษ์) ในความทรงจำร้านสล่ามองโอสถ จึงเป็นมากกว่าแค่ร้านขายยาโบราณธรรมดา แต่คือบ้านของมิตรสหายคนหนึ่ง (ที่เราหลายคนเรียกเขาเล่นๆ ว่า ‘มอง’ ตามชื่อร้าน)

ปัจจุบันร้านสล่ามองโอสถเปิดทำการมาร่วม 72 ปีแล้ว ตึกสองคูหาทาสีเทาติดป้ายไม้สีเขียวแห่งนี้ก็ยังยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้นไม่แปรเปลี่ยน คุณลุงคุณป้าเจ้าของร้านก็ยังขมักเขม้นเปิดร้านขายอยู่เป็นกิจวัตร และออกปากบอกเป็นนัยว่าให้สัมภาษณ์ไม่รู้กี่ครั้ง (จนเบื่อ) แต่ทุกอย่างก็ยังเหมือนเคย อย่างเดียวที่สำคัญที่สุด คือ ตัวยาที่ยังต้องรักษาให้คงมาตราฐาน ยาแก้ไอสูตรโบราณ ยาหอม ยาลม และน้ำยาธาตุขับลมที่ต้องตื่นมาต้มแต่เช้ามืดทุกวัน เปิดร้านตั้งแต่เจ็ดโมงไปจนกว่าคนจะซาในเวลาช่วงบ่าย แล้วก็เริ่มใหม่วนเวียนอยู่อย่างนี้… “ลองไม่เปิดสิ คนก็มาถามหา”

ยาดีแนะนำ: ยาแก้ไอสูตรโบราณ น้ำยาธาตุ

ถนนท่าแพ ตรงข้ามธนาคารธนชาต สาขาท่าแพ  เปิดทุกวัน 7 โมงเช้า – บ่ายแก่ๆ


The Whole Earth Restaurant

ในวันที่กระแสอาหารวีแกน (Vegan) กำลังมาแรงและเป็นที่นิยม น่าแปลกที่บ้านเรากลับหาร้านที่ปรุงเมนูอาหารไทยแท้ๆ เพื่อชาววีแกนได้ยากเหลือเกิน ใครที่ยังไขโจทย์นี้ไม่ออกอยากชวนให้ไปลองร้านอาหาร The Whole Earth Restaurant ร้านอาหารมังสวิรัติ เจ้าแรกๆ ของเมืองเชียงใหม่ ตั้งอยู่ใกล้แยกแสงตะวัน ไม่ไกลจากไนท์บาซาร์ 

คุณลุงวิบูลย์ เจียรวโรภาส เจ้าของร้าน The Whole Earth Restaurant เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การทำร้านมังสวิรัติที่กำลังจะมีอายุครบ 40 ปีในอีก 3 ปีข้างหน้าไว้ว่า “เมื่อก่อนตรงนี้เปลี่ยวมาก เรียกว่าแถบไม่มีคนเดิน อาศัยว่าเราเป็นร้านแรกๆ ที่ทำอาหารมังสวิรัติ และน้ำผักผลไม้ปั่น พอดีกับตอนนั้นคุณจำลอง ศรีเมือง ดังขึ้นมา กระแสอาหารมังสวิรัติจึงจุดติด คนก็หันมาทานกันเยอะขึ้น ร้านทั้งที่เชียงใหม่และที่กรุงเทพซึ่งมีอยู่ 2 สาขา (ปัจจุบันสาขากรุงเทพปิดไปแล้ว) ก็เริ่มขายดีขึ้น จากนั้นเราก็ทำมาเรื่อยๆ จนเดี๋ยวนี้ร้านของเรากลายเป็นร้านประจำของกลุ่มนักท่องเที่ยว

หัวใจสำคัญของ The Whole Earth Restaurant คือเรื่องคุณภาพ และความใส่ใจ เราเสิร์ฟอาหารไทยและอินเดีย มีทั้งแบบมังสวิรัติและแบบปกติ สูตรอาหารเป็นสูตรดั้งเดิมซึ่งใช้มาตั้งแต่ร้านแรกที่กรุงเทพ เน้นการใช้วัตถุดิบที่สดใหม่ ปรุงแบบทีละเมนู และเสิร์ฟจานใหญ่ให้เต็มที่ อย่างข้าวอบสับปะรดเราก็เลือกใช้สับปะรดทั้งลูก และเรายังปรุงในแบบที่ลูกค้าต้องการได้หมด เช่น แกงเขียวหวานจะไม่ใส่พริก เราก็ทำให้ได้

นอกจากนี้ก็เป็นรายละเอียดเล็กน้อยๆ ที่ใครมา The Whole Earth Restaurant แล้วจะจดจำได้ เช่น บรรยากาศบ้านเรือนไม้กลางสวน สะอาดสะอ้าน ก่อนจะขึ้นเรือนต้องถอดรองเท้า และบริกรยังเป็นคนเดิมที่อยู่กับร้านมานาน …นี่คืองานร้านอาหารที่เราต้องใส่ใจ และใส่พลังเข้าไปมหาศาล ผมมักจะสอนลูกน้องอยู่เสมอว่า ถ้าไม่รักจริง ไม่ทำด้วยใจ คนทานอาหารเขาจะรับรู้ได้  การใช้หัวใจกับการทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ และทำให้คนกลับมาหาซ้ำจนถึงทุกวันนี้”

เมนูต้องลอง : เต้าหู้ผัดเม็ดมะม่วงข้าวอบสับปะรด แกงส้มเจ

ถนนศรีดอนไชย 50 เมตร จากแยกโรงหนังแสงตะวัน มุ่งหน้าริมแม่น้ำปิง เปิดทุกวัน  11 โมง – 4 ทุ่ม


Le Coq d’Or

พอให้นึกถึงอาหารฝรั่งเศสในเชียงใหม่ ชื่อแรกที่จะผุดขึ้นมาในดวงใจของนักชิมทั้งหลายจะต้องเป็นภัตตาคาร Le Coq d’Or ภัตตาคารอาหารฝรั่งเศสแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ ที่เปิดให้บริการมานานกว่า 47 ปี และจนถึงวันนี้เสียงชื่นชมและการยอมรับยังมีให้เห็นทั้งในระดับท้องถิ่นไปจนถึงเว็บไซด์ระดับเวิร์ดคลาส ที่สุดแห่งความปลาบปลื้มปิติคือการที่ทางภัตตาคารได้มีโอกาสถวายการต้อนรับเชื้อพระวงค์แต่ละพระองค์อยู่เป็นประจำเพราะฉะนั้นหากคิดจะทานอาหารฝรั่งเศสดีๆ ซักมื้อ ภัตตาคาร Le Coq d’Or คือตัวเลือกหนึ่งในกลุ่มที่ดีที่สุดของเมืองเชียงใหม่

“ภัตตาคาร Le Coq d’Or ริเริ่มโดยคุณปู่ อรัญ เทลเฟอร์ แต่เดิมร้านเราจะตั้งอยู่ริมถนนห้วยแก้ว ก่อนจะย้ายไปแถวท่าแพ และสุดท้ายมาลงหลักปักฐานที่พื้นที่ริมน้ำปิงค่ะ” ไทม์ อชิรญา หอมวาณิชกุล ทายาทรุ่นที่ 3 ของภัตตาคาร Le Coq d’Or ให้รายละเอียดกับเราก่อนจะเล่าต่อว่า “จริงๆ เรามีธุรกิจหลักอยู่ที่กรุงเทพฯ เหตุผลที่คุณปู่เลือกมาทำร้านอาหารที่เชียงใหม่ ก็เพราะว่าท่านรักเชียงใหม่ และถือว่าเชียงใหม่เป็นบ้านหลังที่สอง มาที่ไรก็จะเสาะหาร้านอาหารอร่อยๆ อยู่เป็นประจำ คงเป็นเพราะเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว ยังไม่มีร้านอาหารสไตล์ฝรั่งเศสเลย ท่านจึงตัดสินใจเปิดร้านร่วมกับเพื่อน แล้วคอยเดินทางไปกลับกรุงเทพฯ – เชียงใหม่เพื่อมาดูแลช่วงเสาร์อาทิตย์ เดือนละครั้งสองครั้ง ภัตตาคาร Le Coq d’Or จึงเป็นงมรดกและของขวัญอันมีค่าที่คุณปู่ฝากไว้ให้กับคนรุ่นปัจจุบัน เมนูอาหาร การจัดการ การตกแต่ง และบรรยากาศทั้งภายในและภายนอก ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่คุณปู่ตั้งใจออกแบบ และกำหนดไว้ว่าจะต้องมีมาตรฐานอย่างไร ด้วยความที่ท่านเป็นคนจริงจัง มาตรฐานจึงถูกตั้งไว้สูงมาก เรียกว่าเป็นระดับ Top Class เลยทีเดียว พวกเราก็มีหน้าที่รักษามาตรฐาน และพยายามทำให้ได้ตามที่ท่านแนวทางเอาไว้ โดยเราให้ความสำคัญกับ “คุณภาพเป็นหลัก” ใส่ใจคัดสรรวัตถุดิบ ปรุงอย่างถูกต้อง เลือกใช้จาน แก้วน้ำ ผ้าคลุมโต๊ะ และให้การบริการที่ดีที่สุด ทุกอย่างต้องเนี๊ยบดูเนียนตา ทางคุณพ่อก็เคยเน้นย้ำเรื่องนี้หลายครั้งว่า แม้เทรนด์อาหารตามยุคสมัยจะเปลี่ยนไปตามวันเวลา แต่อาหารฝรั่งเศสคลาสสิคที่พิถีพิถัน และใส่ใจกับประสบการณ์การทานอาหารแบบภัตตาคาร Le Coq d’Or นั้นคือความแตกต่าง และเป็นเอกลักษณ์ เป็น Well Established ที่หาที่ไหนไม่ได้แล้ว การทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อให้ลูกค้าได้ประสบการณ์ที่ดีที่สุด ตามสโลแกนของ Le Coq d’Or … “Where only the best is served” จึงเป็นเรื่องสำคัญและท้าทายมากๆ สำหรับเรา”

เมนูต้องลอง : Pan Fried Foie Gras Salad served with Peach Sauce, Australian Wagyu Rib Eye Steak, Grill Salmon served with Hollandaise Sauce

ถนนเกาะกลาง 200 เมตร จากสามแยกตลาดหนองหอย  เปิดทุกวัน  11 โมง – บ่าย 2 และ 6 โมงเย็น – 4 ทุ่ม