สถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เริ่มลุลามไปทั่วโลกแล้ว (ชื่อใหม่ว่า covit 19)

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์กันว่า การระบาดอาจยาวไปถึงกลางปี หากยังไม่สามารถหยุดการแพร่ของเชื้อได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งไวรัสก็อาจพัฒนาตัวเองแข่งกับวัคซีนที่กำลังวิ่งตามมาติดๆ ดังนั้นเพื่อช่วยให้การหยุดการแพร่ระบาดได้ผลเร็วขึ้น โดยที่ประชาชนอย่างเราๆ ก็สามารถช่วยได้อีกแรงหนึ่ง นั่นก็คือ ทุกคนต้องดูแลตัวเอง หมั่นล้างมือบ่อยๆ เท่าที่นึกได้ อย่าขี้เกียจ และเวลาล้างมือให้ล้างเลยขึ้นมาถึงข้อศอกด้วย แบบเดียวกับที่หมอล้างมือล้างแขนก่อนเข้าห้องผ่าตัดนั่นแหละครับ จะเป็นวิธีช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าสัมผัสกับตัวเราหรือไม่ให้เราเป็นพาหนะของเชื้อไปสู่ผู้อื่น และระยะนี้ถ้าไม่จำเป็นก็งดการไปในที่คนเยอะๆ มาชุมนุนกัน ถ้าเป็นไปได้ให้งดการเดินทางไว้สักระยะหนึ่งก่อน โดยเฉพาะการเดินทางออกนอกประเทศ

อย่างไรก็ดี คำเตือนนี้สำหรับคนเหนืออาจต้องเพิ่มความเข้มข้นขึ้นไปอีกหลายระดับเพราะคนเหนือไม่ใช่แค่ต้องระวังกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (covit 19) เท่านั้น หากยังต้องสู้กับฝุ่นพิษ PM2.5 อีกด้วย ซึ่งเป็นภัยต่อสุขภาพที่คนเหนือต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เหมือนถูกรมควันอย่างหนีไปไหนไม่รอดมานานกว่าทศวรรษแล้ว โดยที่ทุกคนคงสังเกตเห็นได้ด้วยตัวเองว่า สถานการณ์ฝุ่นพิษ PM2.5 ปีนี้มาเร็วขึ้นกว่าทุกๆ ปี ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ บางทีภาคเหนือทั้งภาคอาจมีอากาศบริสุทธิ์หายใจได้แค่ปีละสามเดือนเท่านั้น

แต่ที่น่าเป็นกังวลมากกว่าอะไรทั้งหมด คือ ท่าทีของภาครัฐ(โดยเฉพาะส่วนกลาง)ที่ไม่ค่อยให้ความสนใจกับการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง นโยบายหรือมาตรการต่างๆ ยังวนเวียนอยู่กับการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ …รอให้ฤดูฝนมาช่วย แล้วก็ลืมๆ กันไป เหมือนหลายๆ ปัญหาของบ้านเมืองเราที่ใช้วิธีแก้แบบวัวหายล้อมคอก ผักชี

หรือไฟไหม้ฟาง  

‘เราจะต้องทนอยู่กับสภาพนี้ไปอีกนานเท่าไหร่’

ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงนะครับ

ใส่หน้ากากออกจากบ้าน และกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือด้วยครับ

Photo by Dasha Bakani on Unsplash