ก่อนที่เราจะมาเจาะลึกถึงเรื่องการระบาดและการรับมือต่อโรคนี้ ผมจะทบทวนที่มาที่ไปเพิ่มจากตอนที่แล้วก่อนครับ
จริงๆ แล้วไวรัสโคโรนา (Coronavirus) เป็นไวรัสที่ถูกพบครั้งแรกในปี 1960 แต่ยังไม่ทราบแหล่งที่มาอย่างชัดเจนว่ามาจากที่ใด แต่เป็นไวรัสที่สามารถติดเชื้อได้ทั้งในมนุษย์และสัตว์ ปัจจุบันมีการค้นพบไวรัสสายพันธุ์นี้แล้วทั้งหมด 6 สายพันธุ์ ส่วนสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดหนักทั่วโลกตอนนี้เป็นสายพันธุ์ที่ยังไม่เคยพบมาก่อน คือ สายพันธุ์ที่ 7 จึงถูกเรียกว่าเป็น ‘ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือ COVID-19’ นั่นเอง ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจมาจากสัตว์ทะเลที่มีการติดเชื้อไวรัสนี้แล้วคนที่อยู่ใกล้หรือคลุกคลีกับสัตว์เหล่านี้ก็ติดเชื้อไวรัสมาอีกที โดยเริ่มจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ซึ่งมีข้อสงสัยว่าอาจมาจากตลาดค้าขายสัตว์ทะเล และสัตว์หายาก เช่น ค้างคาวหรืองู เป็นต้น

คนไข้ที่ติดโรคนี้จะมีอาการเริ่มตั้งแต่มีไข้ เจ็บคอ ไอแห้งๆ น้ำมูกไหลและหายใจเหนื่อยหอบในที่สุด หากมีอาการหนักมากๆ ซึ่งจะพบว่าติดเชื้อในระยะหลังๆ แล้วอาจอันตรายถึงอวัยวะภายในต่างๆ ล้มเหลวและมีโอกาสเสียชีวิตได้ง่ายครับ ซึ่งจากรายงานก็พบว่าคนไข้ที่เสียชีวิตส่วนมากเป็นคนไข้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคต่ำ เช่น เด็กเล็ก วัยกลางคนจนถึงกลุ่มผู้สูงอายุ คนที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน โรคปอดเรื้อรัง คนที่กินยากดภูมิต้านทานโรคอยู่
ส่วนกลุ่มคนที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้แก่ผู้ที่เดินทางไปในประเทศเสี่ยง เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม อิตาลี อิหร่าน ฯลฯ ผู้ที่ต้องทำงาน หรือรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างใกล้ชิด, ผู้ที่ทำอาชีพที่ต้องพบปะชาวต่างชาติจำนวนมาก เช่น คนขับแท็กซี่ เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล ลูกเรือสายการบินต่างๆ เป็นต้น
สำหรับเวลานี้หากคิดว่าเราหรือใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรือมีอาการของโรคที่เกิดขึ้นตาม 5 ข้อดังกล่าว ควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด และเมื่อแพทย์ซักถามควรตอบตามความเป็นจริง ไม่ปิดบัง ไม่บิดเบือนข้อมูลใดๆ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้องมากที่สุด และที่สำคัญสุดๆ หากเพิ่งเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว ควรกักตัวเองอยู่แต่ในบ้าน ไม่ออกไปข้างนอกเป็นเวลา 14-27 วัน เพื่อให้ผ่านช่วงเชื้อฟักตัว (ให้แน่ใจจริงๆ ว่าไม่ติดเชื้อ) บางที่จะบอกว่ากักตัวเพียง 14 วัน ซึ่งในบางรายงานจากต่างประเทศยังถือว่าเชื้อสามารถฟักตัวได้นานกว่านี้นะครับ

คำถามยอดฮิตในช่วงนี้เลย คือ เราจะสามารถตรวจเชื้อได้อย่างไร ที่ไหนและค่าใช้จ่ายเท่าไร จริงๆ แล้วการตรวจเลือดหาเชื้อจะมีค่าใช้จ่ายสูงอยู่ เพราะมีขั้นตอนที่ยากและน้ำยาราคาแพง แต่หากเข้าเกณฑ์ตามนี้ก็สามารถตรวจฟรีได้ครับ คือ 1) เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง 2) คนที่มีอาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ (มีอาการไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หอบเหนื่อย ปอดอักเสบอย่างไม่ทราบสาเหตุ ) ร่วมกับมีไข้มากกว่า 37.5 องศาเซลเซียส โดยมีประวัติใกล้ชิด หรือสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ เช่น คนในครอบครัวเพิ่งกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง หรือ ทำอาชีพที่ต้องพบปะชาวต่างชาติจำนวนมาก อาทิ คนขับแท็กซี่ เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ ลูกเรือสายการบิน เป็นต้น กลุ่มนี้สามารถเข้ารับการตรวจฟรีได้ที่โรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข เช่น โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลศิริราชและสามารถเช็คโรงพยาบาลอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ กรมควบคุมโรค โทร 1422 ต่างจังหวัดสามารถส่งเลือดตรวจได้ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์ หรือโรงเรียนแพทย์ครับ
แต่หากไม่พบว่าอยู่ในเกณฑ์แต่ต้องการตรวจหาเชื้อก็สามารถทำได้ แต่จะมีค่าใช้จ่ายอย่างคร่าวๆ ราว 3,000-9,000 บาท แล้วแต่โรงพยาบาล เช่น รพ.รามาธิบดี ราคา 5,000 บาท รพ.ศิริราชฯ ราคา 9,900 บาท หมายเหตุ : ค่าใช้จ่ายอาจเปลี่ยนแปลงตามระดับความเสี่ยงของการติดเชื้อ ข้อมูลที่สำคัญสำหรับเชื้อโรคตัวนี้โดยทางกองระบาดวิทยาได้อ้างอิงจาก นพ.พิเชษฐ บัญญติ แพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระบุว่า เชื้อCOVID-19 ที่อยู่ในละอองฝอยน้ำมูก น้ำเสมหะ น้ำลาย น้ำตา จะอยู่รอดในอากาศได้เพียง 5 นาที แต่จะมีชีวิตอยู่ในน้ำได้นาน 4 วัน และมีชีวิตอยู่ บริเวณ พื้น โต๊ะ ลูกบิดประตู ได้นาน 7-8 ชั่วโมง รวมถึงอยู่ในผ้าหรือกระดาษทิชชู่ได้นาน 8-12 ชั่วโมง และอยู่บนวัสดุพื้นเรียบได้นาน 24-48 ชั่วโมง แต่อยู่ในอุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส ได้นาน 1 เดือน

จากข้อมูลนี้เราจึงสามารถจะป้องกันตัวเองให้พ้นจากอันตรายได้โดยหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล เหนื่อยหอบ เจ็บคอ หลีกเลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ ระมัดระวังการสัมผัสพื้นผิวที่ไม่สะอาด และอาจมีเชื้อโรคเกาะอยู่ รวมถึงสิ่งที่มีคนจับบ่อยครั้ง เช่น ที่จับบน BTS, MRT, Airport Link ที่เปิด-ปิดประตูในรถ กลอนประตูต่างๆ ก๊อกน้ำ ราวบันได ฯลฯ เมื่อจับแล้วอย่าเอามือสัมผัสหน้า และข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ กระเป๋า ฯลฯ ล้างมือให้สม่ำเสมอด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลอย่างน้อย 20 วินาที ความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ไม่ต่ำกว่า 70% (ไม่ผสมน้ำ) งดจับตา จมูก ปากขณะที่ไม่ได้ล้างมือ หลีกเลี่ยงการใกล้ชิด สัมผัสสัตว์ต่างๆ โดยที่ไม่มีการป้องกัน รับประทานอาหารสุก สะอาด ใช้ช้อนกลาง ไม่ทานอาหารที่ทำจากสัตว์หายากสำหรับบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือไวรัสโควิด-19 โดยตรง ควรใส่หน้ากากอนามัย หรือใส่แว่นตานิรภัย เพื่อป้องกันเชื้อในละอองฝอยจากเสมหะหรือสารคัดหลั่งเข้าตา
ท้ายนี้ก็ขอให้ทุกท่านมีสติในการรับข้อมูลข่าวสารและเรียบเรียงแนวทางการปฏิบัติตัวตามที่ผมแนะนำอย่างเป็นระบบนะครับ หากเราทำบ่อยๆ ก็จะทำให้ชินและลดโอกาสพลาดน้อยลงได้
***ขอขอบคุณข้อมูลจาก อ. พญ.รพีพรรณ รัตนวงศ์นรา สาขาวิชาโรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, theguardian.com, FB. Infectious ง่ายนิดเดียว, comment จาก sanook.com.health

เรื่อง : นายแพทย์จิระ ธนะจักร
Photo : Photo by markus-spiske on Unsplash
Photo by max-anderson-JonaIo on Unsplash
Photo by kian-chang on Unsplash
Photo by de-an-sun on Unsplash
Photo by markus-spiske on Unsplash