สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมาได้มีการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายโดยภาครัฐได้มีนโยบายเป็นมติยกเลิกการใช้สามสารพิษเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 อันได้แก่พาราควอตคลอร์ไพริฟอสและไกลโฟเซตการแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับคนไทยจากการที่แผ่นดินอาบสารพิษไปอีกนานซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งตัวเกษตรกรเองคนในชุมชนทางการเกษตรไปจนถึงผู้บริโภคที่มีโอกาสได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายและสะสมจนเกิดผลร้ายในอนาคตโดยอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายเริ่มจาก..

1. พาราควอต (Paraquat) สารฆ่าวัชพืชมีความเป็นพิษสูงเนื่องจากมีฤทธิ์กัดกร่อนมากไม่มียาต้านพิษโดยข้อมูลจากศูนย์พิษวิทยารพ.รามาธิบดีพบว่าอัตราตายของผู้ป่วยจากสารพาราควอตในประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 10.2 ถือว่ามีความเสี่ยงเกินกว่าจะนำมาใช้อย่างปลอดภัยโดยอันตรายของพาราควอตสามารถรับได้ผ่านทั้งการกินการสัมผัสทางผิวหนังซึ่งเป็นช่องทางหลักส่วนทางเดินหายใจเป็นช่องทางรองการกินเข้าไปร่างกายจะดูดซึมซับความเข้มข้นมากที่ตับและไตโดยความเข้มข้นในกระแสเลือดจะคงที่หลังกินประมาณ 30 ชั่วโมงและความเข้มข้นของสารพาราควอตในปอดจะค่อยๆเพิ่มขึ้นทำให้ปอดเป็นอวัยวะหลักที่ได้รับผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาวโดยถุงลมปอดจะถูกทำลายสุดท้ายเกิดการทำลายเนื้อปอดจนเกิดพังผืดในปอดทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตนอกจากนี้การสัมผัสทางผิวหนังในระดับต่ำอาจมีการสะสมในกล้ามเนื้อและค่อยๆปล่อยออกมาสู่กระแสเลือดขณะเดียวกันพาราควอตยังมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันเนื่องจากพาราควอตทำให้เกิดการสร้าง metallothionein เพิ่มขึ้นทำให้เซลล์ระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่ได้น้อยลงด้วยครับตามข้อมูลของสำนักงานสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) ระบุว่าพาราควอตมีพิษสูงแค่การกินเพียงจิบเดียวก็ถึงแก่ชีวิตได้โดยไม่มียาถอนพิษขณะนี้มี 56 ประเทศที่ประกาศห้ามใช้แล้วเช่นอังกฤษสวีเดนสเปนแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านทั้งมาเลเซียกัมพูชาลาวเวียดนามเป็นต้น 

2. คลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) เป็นสารฆ่าแมลงกลุ่ม organophsphorus มีลักษณะเป็นผลึกสีขาวกลิ่นแรงคล้ายกระเทียมโดยคลอร์ไพริฟอสออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทคือทำให้ไอคิวลดลงสูญเสียความจำในการทำงานขาดสมาธิคล้ายโรคสมาธิสั้นออทิสติกรบกวนการทำงานของไทรอยด์ฮอร์โมนมีผลต่อระบบสืบพันธุ์ระบบเมตาบอลิกระบบประสาทและพาร์กินสันและมีการศึกษาพบว่าในแม่ที่สัมผัสสารนี้ระหว่างตั้งครรภ์จะมีผลต่อพัฒนาการทางระบบประสาทของเด็กด้วยโดยประเทศที่ห้ามใช้คลอร์ไพริฟอสเช่นสหรัฐอเมริกาแอฟริกาใต้สิงคโปร์เดนมาร์กฟินแลนด์เยอรมนีสวีเดนเป็นต้น 

3. ไกลโฟเซต (Glyphosate) ยาฆ่าวัชพืชกลุ่ม Phosphonic acid ซึ่งสถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) ภายใต้องค์การอนามัยโลกกำหนดให้เป็นสารก่อมะเร็งขณะที่ศูนย์พิษวิทยารพ.รามาธิบดีพบว่าอัตราการตายของผู้ป่วยในไทยอยู่ที่ร้อยละ 3 โดยพิษหลักมาจากสารส่วนประกอบที่เรียกว่าสาร Polyoxyethylene มีผลทำให้ระคายเคืองรบกวนการทำงานของผนังเซลล์ทำให้การตอบสนองของอวัยวะต่างๆช้าลงและรบกวนการทำงานของยีนบางตัวทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและทำให้เซลล์ตายตามมาโดยความเป็นพิษจะเกิดขึ้นกับระบบไหลเวียนโลหิตเป็นหลักนอกจากนี้ไกลโฟเซตยังมีข้อมูลว่าเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองด้วยนะครับ 

ท้ายนี้ในฐานะที่ผู้เรียบเรียงเป็นแพทย์ความเห็นส่วนตัวก็คงหนีไม่พ้นกระบวนการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้กับชุมชนแบบองค์รวมเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพและลดความเสี่ยงให้แก่ประชาชนในภายภาคหน้าหากสามสารพิษสามารถปนเปื้อนในสังคมจะมีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาวได้การหลีกเลี่ยงนำมาใช้หรือไม่ให้มีการใช้เลยน่าจะเป็นการกระทำที่ดีแล้วครับ

เรื่อง : นายแพทย์จิระธนะจักร  
Photo by Dan Meyers on Unsplash