สิ่งหนึ่งซึ่งสะดุดตาฉันเป็นที่สุดเวลาดูจิตรกรรมล้านนาโบราณได้แก่ เครื่องประดับซึ่งดูเหมือนดอกไม้ขนาดใหญ่ ที่เสียบไว้ที่ติ่งหู  ดูทีไรก็นึกถึงเพลงที่ร้องว่า ‘นั่นดอกอะไรเสียบไว้อยู่ในรูฮู้ ’ ทุกครั้งไป

ดอกไม้หรือเครื่องประดับทำนองนี้ชาวล้านนาโบราณเรียกว่า ‘ลานหู’  เป็นแฟชั่นซึ่งเคยเป็นที่นิยมกันทั้งหญิงและชายโดยใช้วัสดุหลากหลายตั้งแต่ใบลานไปจนถึงเงินและทองคำทำเป็นแผ่นม้วนกลมแล้วสอดเข้าไปในรูที่เจาะไว้ที่ติ่งหูทั้งก้าน  นิยมกันตั้งแต่คนในราชสำนักไปจนถึงชาวบ้านร้านตลาด  ยิ่งลานหูใหญ่และประณีตงดงามเท่าไร ก็ยิ่งแสดงว่ามีฐานะทางสังคมสูงเท่านั้น  คนที่พอจะจ่ายได้จึงนิยมทำลานหูขนาดใหญ่จนฉันกลัวว่าน่าจะทำให้หูยานแต่กลับกลายเป็นว่าคนโบราณนิยมการมีติ่งหูยาวแบบลักษณะของพระพุทธรูปเพราะเชื่อกันว่าเป็นลักษณะของผู้มีบุญและอายุยืน  (มิน่าล่ะ เวลาดูรูปสมัยอยุธยา ถึงแม้คนอยุธยาตอนปลายจะเลิกนิยมใส่ต่างหูกันไปแล้ว ก็ยังมักวาดคนให้มีติ่งหูยาวจนผิดส่วน)

การใส่ลานหูเช่นนี้ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ล้านนาบางคนเชื่อว่ามีที่มาจากคำสั่งของพม่าเมื่อปี พ.ศ. 2313 ที่ออกประกาศ ‘ให้ผู้ชายสักขาดำและให้ผู้หญิงขวากหู ใส่ม้วนลาน’ เพื่อให้ชาวล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าทางด้านวัฒนธรรมด้วย แต่ฉันเชื่อว่าทั้งการสักและการใส่ลานหูเช่นนี้มีมานานนักหนาก่อนหน้าที่พม่าจะเข้ายึดครองล้านนาในสมัยพระเจ้าบุเรงนองเมื่อ พ.ศ. 2101 เสียอีก  ประติมากรรมสมัยทวาราวดีที่เหลืออยู่แสดงให้เห็นว่าทั้งหญิงและชายแถวนี้ล้วนนิยมใส่ต่างหูกลมขนาดใหญ่มากว่าพันปีแล้ว  แผ่นหินในอุโมงค์วัดศรีชุมซึ่งจารึกมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเมื่อราว 700 ปีที่แล้วก็เขียนภาพลายเส้นของคนใส่ต่างหูรูปวงกลมขนาดใหญ่ทั้งหญิงและชายเช่นกัน  ภาพเขียนเก่าสุดที่เราเหลืออยู่คือสมุดภาพไตรภูมิฉบับ กรุงศรีอยุธยาเลขที่ 6 ซึ่งเชื่อกันว่าเขียนในสมัยอยุธยาตอนต้น (ก่อนสมัยบุเรงนอง) ก็เขียนรูปต่างหูที่เป็นแผ่นกลมขนาดใหญ่ประดับทั้งหญิงและชาย  ส่วนหลักฐานที่เป็นต่างหูของจริงนั้น ที่เก่าแก่ที่สุดพบที่โคกพนมดี จังหวัดชลบุรีที่โครงกระดูกซึ่งเรียกกันว่า ‘เจ้าหญิง (หรือเจ้าแม่) แห่งโคกพนมดี’  มีอายุถึง 4,500-5,000 ปี ทำจากหอยมือเสือเป็นรูปกลมใหญ่ เจาะรูร้อยสลับกับลูกปัดเม็ดเล็กๆ

นอกจากผู้คนในสุวรรณภูมิจะใส่ต่างหูกันมาแต่โบร่ำโบราณแล้ว ยังมีหลักฐานว่าต่างหูเป็นเครื่องประดับที่นิยมกันอย่างแพร่หลายมาเนิ่นนานในหลายทวีป  ต่างหูที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอายุราว 10,000 ปี ทำจากกระดูกช้างแมมมอธและพบติดอยู่บนใบหูของโครงกระดูกมนุษย์ในยุคน้ำแข็งที่ไซบีเรีย  ที่จีนก็มีการค้นพบต่างหูหยกที่มองโกเลียซึ่งมีอายุร่วม 8,000 ปี ส่วนในสุสานอายุกว่า 3,300 ปีของพระนางเนเฟอร์ติติ ราชินีแห่งอียิปต์ ก็พบต่างหูที่ยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่  ชาวโรมัน ชาวเปอร์เซียและชาวอินเดียนแดงล้วนมีวัฒนธรรมการสวมต่างหูกันทั้งสิ้น แม้แต่ในคัมภีร์ไบเบิ้ลก็ระบุว่ามีการหลอมวัวทองคำจากต่างหูทองของชาวยิวมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาล

รอบๆ บ้านเราเล่า  ถ้าไปดูหินสลักตามปราสาทขอมต่างๆ เราจะเห็นว่าคนสมัยนั้นใส่ต่างหูกันตั้งแต่กษัตริย์ลงไปจนถึงไพร่ชั้นล่างสุดและใส่กันทั้งหญิงและชาย  นางอัปสรที่คุ้นตาพวกเรามักจะมีอะไรห้อยยาวลงมาจากใบหูเสมอ  นั่นไม่ใช่เครื่องประดับผมอย่างที่หลายคนคิดนะคะแต่เป็นต่างหูต่างหาก  หันไปทางเมียนมาร์บ้าง  รูปเขียนเก่าแก่ตามวัดแถวพุกามที่ฉันเคยไปสำรวจมา ก็เขียนคนใส่ต่างหูขนาดใหญ่เช่นกัน อย่างในรูปที่วัดถ้ำ Tilawkaguru ในเมืองสะแกงที่นำมาให้ดูในบทความนี้  ส่วนเด็กชายชาวมอญในสมัยก่อนก็มีประเพณีเจาะหูข้างซ้ายไว้เพื่อเตรียมแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศอย่างกษัตริย์ในวันบวชเณรในขณะที่ชาวกะเหรี่ยงแต่ก่อนก็นิยมใส่ต่างหูขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน

จากการที่ต่างหูเป็นที่นิยมไปทั่วโลก จึงมีตำนานที่มาต่างๆ กันไปในแต่ละวัฒนธรรม  อย่างของจีนเอง ฉันก็เคยอ่านพบถึง 2 แบบด้วยกัน  ตำนานหนึ่งเล่าว่าแม่คิดทำต่างหูขึ้นมาเพื่อสั่งสอนให้ลูกสาวเป็นกุลสตรีที่มีกิริยางดงามเนื่องจากถ้าเธอเคลื่อนไหวรวดเร็วไม่เรียบร้อย ต่างหูก็จะแกว่งมาตีหน้าเธอ  ส่วนอีกตำนานนั้นเล่าว่าคนที่คิดต่างหูขึ้นมาเป็นจักรพรรดิจีนพระองค์หนึ่งที่ทรงเบื่อหน่ายความหูเบาของพระมเหสีที่ชอบฟังคนทูลยุยง จึงโปรดให้ทำต่างหูมาแขวนไว้เตือนใจให้อย่าหูเบา

ล้านนาเองก็มีตำนานเกี่ยวกับต่างหูเช่นกัน  ไม่ใช่ตำนานของกำเนิดต่างหูแต่เป็นตำนานที่ดูเป็นไปได้และจริงจังกว่าตำนานของจีนข้างต้น  ตำนานนี้เล่าว่าในสมัยพญากือนา (พ.ศ. 1898-1928) กษัตริย์ราชวงศ์เม็งรายลำดับที่ 6 แห่งล้านนา มีชายผู้หนึ่งชื่อหนานเมธัง (หนานเป็นคำใช้เรียกชายที่เคยบวชเรียนมาแล้ว) อาศัยอยู่ในนครเชียงใหม่  ขณะนั้น ได้เกิดภาวะขาดแคลนข้าวขึ้นแถบเมืองพร้าววังหิน  หนานเมธังและพ่อค้ากลุ่มหนึ่งจึงลงทุนกว้านซื้อข้าวในเชียงใหม่ไปขาย  แต่ด้วยความสงสารชาวบ้านที่อดอยาก หนานเมธังจึงแจกจ่ายข้าวเสียมากกว่าขาย ทำให้ขาดทุนจนไม่อาจจะใช้คืนเงินที่หยิบยืมพ่อตามาซื้อข้าวได้

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่เขาเดินทางกลับมาถึงแถบแม่ทะเยิง-วัดพระนอนขอนม่วง (ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่)  หนานเมธังได้พบขุมทรัพย์ทั้งเงินและทองคำอย่างปาฏิหาริย์  นางแก้วผู้เป็นเมียได้แนะนำให้เอาเงินทองที่ได้ไปจ้างช่างลานมาช่วยกันทำลานหูขายซึ่งได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจนเขาสามารถใช้หนี้พ่อตาได้ครบถ้วนและร่ำรวยจนสามารถสร้างวัดช่างลานขึ้นให้เป็นศูนย์กลางชุมชนช่างฝีมือ

เมื่อความทราบถึงพญากือนา ก็โปรดแต่งตั้งให้หนานเมธังเป็น ‘หมื่นเงินกอง’ ทำหน้าที่เป็นคนดูแลพระคลัง  หมื่นเงินกองจึงสร้างวัดขึ้นอีกแห่งติดกับวัดช่างลานและให้ชื่อว่า ‘วัดหมื่นเงินกอง’ เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงบรรดาศักดิ์ที่ตนเองได้รับ  เรื่องราวของหมื่นเงินกองนี้ รองอำมาตย์โทชุ่ม ณ บางช้าง อดีตครูโรงเรียนยุพราชอ้างว่าได้มาจากคำบอกเล่าของครูบาอินต๊ะวัดดอกเอื้องกับครูบาอินถาวัดเชียงมั่น  ทั้งยังพบหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรในคัมภีร์ใบลานที่ได้จากวัดข่วงสิงห์เมื่อ พ.ศ. 2469 ด้วย

นอกจากนั้น ชื่อ ‘หมื่นเงินกอง’ ยังปรากฏอยู่ในเอกสารโบราณล้านนาหลายฉบับ เช่น ในคัมภีร์มูลศาสนาและพงศาวดารโยนก เป็นต้น ว่าเป็นราชทูตที่พญากือนาส่งให้เดินทางไปเฝ้าพญาลิไทกษัตริย์กรุงสุโขทัยเพื่อขออาราธนาให้พระสุมนเถระ (อ่านว่า ‘สุมะนะ’) นำพุทธศาสนาลังกาวงศ์เข้ามาเผยแผ่ในดินแดนล้านนาจนสำเร็จในปี พ.ศ.1913-14  ในครั้งนั้น พระสุมนเถระได้อัญเชิญพระบรมธาตุติดตัวมาด้วยองค์หนึ่งและเมื่อพญากือนาทรงประกอบพิธีสรงน้ำพระธาตุ พระบรมธาตุก็แสดงปาฏิหาริย์แบ่งออกเป็น 2 องค์  พญากือนาจึงโปรดให้สร้างพระเจดีย์สำหรับบรรจุพระธาตุองค์ที่เสด็จมาใหม่ขึ้นที่วัดสวนดอกเมื่อ พ.ศ.1916  ส่วนพระธาตุองค์เดิมนั้น ต่อมาได้ประดิษฐานไว้ในพระบรมธาตุเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่บนดอยสุเทวะฤาษี (ดอยสุเทพ)  และเป็นที่รู้จักกันดีในทุกวันนี้ในฐานะพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของเชียงใหม่

ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมคะว่าลานหูได้เคยช่วยให้สามัญชนคนหนึ่งได้เลื่อนฐานะทางสังคมขึ้นมาเป็นขุนนาง ทั้งยังเป็นขุนนางที่มีบทบาทอยู่ในตำนานพระธาตุดอยสุเทพอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก:

‘ตำนานลานหูและหมื่นเงินกอง สามัญชนพ่อค้าผู้ได้เลื่อนฐานะเป็นขุนนางเพราะกระแสบริโภคทางสังคม’  ใน fb ประวัติศาสตร์สามัญชนไทย 18 กันยายน 2016

<ตำนานลานหูและหมื่นเงินกอง สามัญชนพ่อค้าผู้ได้เลื่อนฐานะเป็นขุนนางเพราะกระแสบริโภคทางสังคม>.“ลานหู” หรือ “ลานพัน”…

Posted by ประวัติศาสตร์สามัญชนไทย on Saturday, September 17, 2016

‘แฟชั่นเจาะหูของผู้ชายมอญดึกดำบรรพ์’ ใน fb รามัญคดี – MON Studies 16 มิถุนายน 2014

"แฟชั่นเจาะหูของผู้ชายมอญดึกดำบรรพ์"

Posted by รามัญคดี – MON Studies on Monday, April 20, 2015

เรื่องและรูป : อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย