เรื่อง : นายแพทย์จิระ ธนะจักร 
Photo by David Nuescheler on Unsplash

ในอีก 10 ปีข้างหน้านักวิเคราะห์มองว่ายอดขายรถอีวีหรือที่เรารู้จักกันในนามของรถไฟฟ้า อาจจะพุ่งขึ้นสูงถึง 1 ใน 3 ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งระบบเลยครับ  เพราะปัจจุบันด้วยศักยภาพของรถยนต์อีวีที่ตอบโจทย์กระแสรักษ์โลก ลดการปล่อยมลพิษ และค่ายรถยนต์ก็ตอบรับการผลิตรถไฟฟ้าออกมาป้อนตลาดมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้จะเห็นว่าหลายค่ายรถยนต์ปูพรมด้วยเครื่องยนต์ผสมผสานระหว่างการใช้พลังงานจากน้ำมันและไฟฟ้าสลับกันที่เราเรียกว่าระบบไฮบริด และได้รับการตอบสนองจากผู้บิโภคเป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม รถยนต์พลังงานไฟฟ้าทุกคันต้องมีระบบแบตเตอรี่ที่สามารถเก็บพลังงานไว้สำหรับการวิ่งบนท้องถนนให้เพียงพอและปลอดภัย และขั้นตอนการชาร์จพลังงานเข้าหม้อแบตเตอรี่ก็ต้องใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าการเติมเชื้อเพลิงน้ำมันมาก อีกทั้งรถยนต์โดยสารกลุ่มนี้ยังมีข้อจำกัดเรื่องของน้ำหนักที่จะบรรทุก รวมถึงอัตราการวิ่งที่ยังไม่สามารถวิ่งเร็วมากได้

จากการสำรวจของ ‘เวิลด์ อีโคโนมิกส์ ฟอรัม’ พบว่า ยอดจำหน่ายรถยนต์อีวีทั่วโลกในปีที่แล้ว คิดเป็นสัดส่วนเพียง 2.4% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด และสาเหตุสำคัญมาจากโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้งานรถยนต์อีวี โดยเฉพาะสถานีชาร์จพลังงานไฟฟ้าที่ยังไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ใช้รถเกิดความไม่มั่นใจ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกนโยบายเพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์อีวี เช่น รัฐบาลท้องถิ่นของฮ่องกง ที่มีการส่งเสริมการใช้งานรถยนต์อีวี ด้วยการเพิ่มจุดชาร์จพลังงาน อีกทั้งยังเชื่อมต่อระบบการจ่ายเงินค่าพลังงานไฟฟ้าเข้ากับระบบจ่ายเงินค่าขนส่งสาธารณะ ซึ่งเรียกว่า octopus เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น

แต่ถึงกระนั้นก็มีรายงานเรื่อง The dirty secret of Electric Vehicles ที่เปิดด้านมืดในกระบวนการผลิตรถยนต์อีวี จากกรณีที่ ‘แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล’ ร้องเรียนอยู่บ่อยครั้งเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในการใช้แรงงานเด็ก ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่โคบอลต์(cobalt) วัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์อีวี และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังรายงานว่า คนงานเหมืองแร่โคบอลต์ในประเทศคองโก มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคทางเดินหายใจจากฝุ่น โดยผลวิจัยพบว่า คนงานที่อายุน้อยที่สุดมีอายุเพียง 7 ปีเท่านั้นเอง และได้รับค่าแรงเพียงวันละ 1 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 30 บาท) การละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ทำให้หลายประเทศเริ่มมีการออกกฎห้ามการซื้อขายโคบอลต์ที่มีกระบวนการผลิตที่ละเมิดต่อสิทธิมนุษยชน และอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงการรถพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่นี้ประเทศที่ได้รับผลประโยชน์รายใหญ่ที่สุดก็คือประเทศจีน เพราะนอกจากจะเป็นเจ้าของแหล่งแร่ลิเธียมใหญ่ที่สุดแล้ว ยังเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่มากที่สุดของโลกด้วย และแน่นอนประเทศจีนก็อาจจะกำลังเป็นประเทศที่ปล่อยมลพิษสูงที่สุดของโลกไปด้วย นี่ยังไม่ได้พูดถึงปัญหาหลังจากแบตเตอรี่หมดอายุการใช้งาน รวมถึงวิธีการทำลายหรือรีไซเคิลแบตเตอรี่พวกนี้ 

ทีนี้มาคุยในด้านสุขภาพกันครับ แร่ลิเธียมที่อยู่ในแบตเตอรี่มีสารหลายตัวที่ก่อให้เกิดโรค ไล่กันตั้งแต่มะเร็งจนถึงโรคที่เกี่ยวกับสมอง และสารร้ายแรงที่สุดก็คือ สารโคบอลท์ ซึ่งมนุษย์ไม่ควรสัมผัสอย่างยิ่ง อีกทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้สูง เพราะแร่ลิเธียมไวไฟพอๆ กับน้ำมัน มีคุณสมบัติที่ติดไฟง่าย และมีความร้อนจำเพาะที่สูงมากโดยตัวของมันเอง และนี่คือ…ด้านมืดของรถพลังงานไฟฟ้า