ในอีก 10 ปีข้างหน้านักวิเคราะห์มองว่ายอดขายรถอีวีหรือที่เรารู้จักกันในนามของรถไฟฟ้าอาจจะพุ่งขึ้นสูงถึง 1 ใน 3 ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งระบบเลยครับ  เพราะปัจจุบันด้วยศักยภาพของรถยนต์อีวีที่ตอบโจทย์กระแสรักษ์โลกลดการปล่อยมลพิษและค่ายรถยนต์ก็ตอบรับการผลิตรถไฟฟ้าออกมาป้อนตลาดมากขึ้นซึ่งก่อนหน้านี้จะเห็นว่าหลายค่ายรถยนต์ปูพรมด้วยเครื่องยนต์ผสมผสานระหว่างการใช้พลังงานจากน้ำมันและไฟฟ้าสลับกันที่เราเรียกว่าระบบไฮบริดและได้รับการตอบสนองจากผู้บิโภคเป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทุกคันต้องมีระบบแบตเตอรี่ที่สามารถเก็บพลังงานไว้สำหรับการวิ่งบนท้องถนนให้เพียงพอและปลอดภัยและขั้นตอนการชาร์จพลังงานเข้าหม้อแบตเตอรี่ก็ต้องใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าการเติมเชื้อเพลิงน้ำมันมากอีกทั้งรถยนต์โดยสารกลุ่มนี้ยังมีข้อจำกัดเรื่องของน้ำหนักที่จะบรรทุกรวมถึงอัตราการวิ่งที่ยังไม่สามารถวิ่งเร็วมากได้

จากการสำรวจของเวิลด์อีโคโนมิกส์ฟอรัมพบว่ายอดจำหน่ายรถยนต์อีวีทั่วโลกในปีที่แล้วคิดเป็นสัดส่วนเพียง 2.4% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมดและสาเหตุสำคัญมาจากโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้งานรถยนต์อีวีโดยเฉพาะสถานีชาร์จพลังงานไฟฟ้าที่ยังไม่เพียงพอทำให้ผู้ใช้รถเกิดความไม่มั่นใจซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกนโยบายเพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์อีวีเช่นรัฐบาลท้องถิ่นของฮ่องกงที่มีการส่งเสริมการใช้งานรถยนต์อีวีด้วยการเพิ่มจุดชาร์จพลังงานอีกทั้งยังเชื่อมต่อระบบการจ่ายเงินค่าพลังงานไฟฟ้าเข้ากับระบบจ่ายเงินค่าขนส่งสาธารณะซึ่งเรียกว่า octopus เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น 

แต่ถึงกระนั้นก็มีรายงานเรื่อง The dirty secret of Electric Vehicles ที่เปิดด้านมืดในกระบวนการผลิตรถยนต์อีวีจากกรณีที่แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลร้องเรียนอยู่บ่อยครั้งเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในการใช้แรงงานเด็กในอุตสาหกรรมเหมืองแร่โคบอลต์(cobalt) วัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์อีวีและแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลยังรายงานว่าคนงานเหมืองแร่โคบอลต์ในประเทศคองโกมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคทางเดินหายใจจากฝุ่นโดยผลวิจัยพบว่าคนงานที่อายุน้อยที่สุดมีอายุเพียง 7 ปีเท่านั้นเองและได้รับค่าแรงเพียงวันละ 1 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 30 บาท) การละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ทำให้หลายประเทศเริ่มมีการออกกฎห้ามการซื้อขายโคบอลต์ที่มีกระบวนการผลิตที่ละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนและอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโครงการรถพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่นี้ประเทศที่ได้รับผลประโยชน์รายใหญ่ที่สุดก็คือประเทศจีนเพราะนอกจากจะเป็นเจ้าของแหล่งแร่ลิเธียมใหญ่ที่สุดแล้วยังเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่มากที่สุดของโลกด้วยและแน่นอนประเทศจีนก็อาจจะกำลังเป็นประเทศที่ปล่อยมลพิษสูงที่สุดของโลกไปด้วยนี่ยังไม่ได้พูดถึงปัญหาหลังจากแบตเตอรี่หมดอายุการใช้งานรวมถึงวิธีการทำลายหรือรีไซเคิลแบตเตอรี่พวกนี้  

ทีนี้มาคุยในด้านสุขภาพกันครับแร่ลิเธียมที่อยู่ในแบตเตอรี่มีสารหลายตัวที่ก่อให้เกิดโรคไล่กันตั้งแต่มะเร็งจนถึงโรคที่เกี่ยวกับสมองและสารร้ายแรงที่สุดก็คือสารโคบอลท์ซึ่งมนุษย์ไม่ควรสัมผัสอย่างยิ่งอีกทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้สูงเพราะแร่ลิเธียมไวไฟพอๆกับน้ำมันมีคุณสมบัติที่ติดไฟง่ายและมีความร้อนจำเพาะที่สูงมากโดยตัวของมันเองและนี่คือด้านมืดของรถพลังงานไฟฟ้า

เรื่อง : นายแพทย์จิระธนะจักร
Photo by David Nuescheler on Unsplash