อย่างที่พวกเราทราบกันดีในเหตุการณ์สูญเสียที่โคราชซึ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้ สาเหตุรากเหง้าหรือ root cause ที่เรารู้กันคือ ‘ภาวะควบคุมสติและอารมณ์’ ของผู้กระทำผิดไม่ปกติ อยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมความมั่นคงจิตใจของตัวเองไม่ได้ทั้งๆ ที่ร่างกายทำงานได้ตามปกติ 

เบื้องลึกของสาเหตุรากเหง้าเกิดจากความกดดันในใจที่สะสมมานานระยะหนึ่ง จนส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมครับ

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้ก่อเหตุน่าจะมีความกดดันและความเครียดสะสมมานานจนเป็นเหตุให้มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปเป็นคนที่มีบุคลิกก้าวร้าวและต้านสังคม จากเรื่องราวดังกล่าวซึ่งถ้าจะนำมาคิดเป็นอุทาหรณ์ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของการคิดถึงจิตใจคนในสังคมให้มากขึ้น เอาใจเขามาใส่ใจเรา ส่วนคนในสังคมก็ต้องมีกลไกการรับมือความกดดันที่เป็นระบบมากขึ้น

เดือนนี้ ผมขอนำความคิดเห็นส่วนตัวในเรื่องของการรับมือกับสถานการณ์ความตึงเครียดเพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลามไปเป็นพฤติกรรมในเชิงลบ ไม่ว่าจะซึมเศร้าหรือก้าวร้าวมาแบ่งปันกันครับ

พื้นฐานของภาวะที่มีการควบคุมจิตใจล้มเหลว คือ การขาดสติครับ ดังนั้นขั้นแรกของการรับมือต่อภาวะแรงกดดันเพื่อไม่ให้เข้าสู่สภาวะจนตรอก ไม่มีทางเลือก คือ 1) เรียกสติกลับคืนมาก่อน แล้วหาสิ่งที่ยึดติด/ผูกพันกับทั้งตัวและจิตใจของเราที่สุดเช่น พ่อแม่ ลูก หรือคนที่เรารักเราเป็นห่วง แม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงหรืองานที่รัก ให้ระลึกถึงสิ่งเหล่านี้แล้วคิดว่าเขาต้องการให้เราเป็นแบบนี้หรือไม่ เขาอยากให้เราทำตัวแบบไหน 2) ทำใจให้มีสมาธิ ปลีกตัวออกมาจากความวุ่นวายแล้วนั่งพักให้สบายกาย ไม่คิดถึงเรื่องที่กำลังเครียด ทำใจให้มีสมาธิแล้วก็ให้กลับมาคิดถึงข้อที่ 1 ต่อครับ 3) หลังจากใจสงบลงสักพักให้ปรึกษาคนที่เราไว้ใจหรือบุคคลที่สามารถรับฟังปัญหาของเราได้ เช่น คนในครอบครัว เพื่อนสนิท ญาติผู้ใหญ่ หากไม่มี ควรเป็นบุคคลที่มีศักยภาพที่จะให้คำปรึกษากับเราได้ เช่น แพทย์ ครู อาจารย์ พระสงฆ์ ตำรวจเป็นต้น การปลดปล่อยความเครียดด้วยวิธีพูดให้ผู้อื่นรับรู้ปัญหาถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาแต่ก็สามารถช่วยแบ่งเบาและลดความกดดันทางจิตใจได้มากครับ 4) ให้คิดบวกเสมอ นึกเสียว่าแม้แต่เราเล่นเกมส์พอถึงตาจน ไปต่อไม่ได้ ก็ต้องมีน้ำใจนักกีฬาแพ้ เริ่มเล่นใหม่ก็ยังได้ไม่สายไป เวลาจนตรอกให้คิดเสมอว่าตราบใดที่เรามีชีวิตอยู่เราสามารถแก้ตัวใหม่ได้ทุกครั้ง คนป่วยก็อยากหาย คนจนก็อยากรวย คนลำบากก็อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น คนโดนโกงก็อยากได้รับความเป็นธรรม แต่ท้ายที่สุดความหมดหวังในชีวิตที่กล่าวไว้มักจะทำให้เราคิดลบกับทุกเรื่องทำให้เราแสดงบทบาทออกมาในทางลบเสียส่วนมาก หลายรายที่คิดบวกเสมอและโดยมากก็จะประสบผลสำเร็จในชีวิตตามมา เช่นมีผู้หญิงคนนึงต้องแบกภาระหนี้สินกองโตและเลี้ยงลูกน้อยตามลำพังแต่ด้วยความคิดที่เป็นบวก ล้มแล้วลุกไม่ว่าหนทางอนาคตจะเป็นอย่างไรมันก็มีช่องว่างพอที่จะให้แทรกตัวขึ้นมารับแสงสว่างได้เสมอ

มูลเหตุหนึ่งที่ทำให้ประสบผลสำเร็จได้ง่ายคือการลดความคาดหวังลงหน่อยก็จะดีมากเช่น จากอยากจะร่ำรวย ก็ขอเป็นไม่อดตายมีเงินเข้าออกวนกันไปก็พอ  อยากให้คนรักคนเห็นใจมากๆ ก็เปลี่ยนเป็นทำตัวเป็นคนดีของสังคมไม่ให้ถูกตำหนิก็เพียงพอแล้ว 

ท้ายที่สุดนี้ภาวะจนตรอกจนมีพฤติกรรมก้าวร้าวและทำให้เกิดอันตรายแก่สังคมไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเพราะ ไม่ตอบคำถามจากโจทย์ที่ตั้งไว้ในตอนแรกเลยสักข้อ เช่น ในรายที่เป็นข่าวนี้ เงินก็ไม่ได้คืน พ่อแม่ก็เสียใจมากกว่าเดิม คนในสังคมมีความวิตกกังวล

หมั่นคิดบวกไว้ให้เป็นนิสัยครับ

เรื่อง : นายแพทย์จิระ ธนะจักร   Photo by Analia Baggiano on Unsplash