สุดบูรพาทิศ ที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด อำเภอสุดท้ายทางฝั่งตะวันออกของประเทศไทย รถตู้กำลังพาเรากลับไปเยือน ‘ชุมชนประมงบ้านไม้รูด’ หลังจากเคยประทับใจวิถีชีวิตเรียบง่ายในหมู่บ้านเล็กริมฝั่งทะเลแห่งนี้เมื่อหลายปีก่อน และก็ต้องพกความประทับใจกลับบ้านอีกครั้งเมื่อพบว่าชุมชนยังคงเข้มแข็งในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวิถีพื้นบ้านด้วยความภาคภูมิใจในถิ่นฐานและอยากปกปักรักษาพื้นที่ธรรมชาติและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นให้ยั่งยืน


ชุมชนประมงบ้านไม้รูด ซ่อนตัวอยู่ในอำเภอคลองใหญ่ ติดชายแดนกัมพูชาชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง อยู่กินกับน้ำกับปลามาตลอดชีวิต ทั้งตระหนักในคุณค่าของทรัพยากรทางทะเล ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เห็นจำนวนสัตว์น้ำลดลง จึงรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ และด้วยจำนวนปูม้าที่ลดลงอย่างรวดเร็ว จึงได้จัดตั้ง ‘ธนาคารปูม้า’ ปฏิเสธการรับซื้อปูม้าไข่นอกกระดอง หากสมาชิกชุมชนจับปูม้าที่มีไข่นอกกระดองได้หรือมีปูไข่ติดมากับอวนหรือเครื่องมือประมง ให้นำมาปล่อยในกระชังที่สร้างไว้ในบริเวณชายฝั่ง หรือในถังบ่อพักตรงชายหาดหน้าหมู่บ้าน เพื่อให้แม่ปูม้าได้วางไข่ก่อน เมื่อได้ตัวอ่อนแล้วจึงปล่อยลงสู่ทะเล ทำให้ปูม้ากลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง และกลายเป็นแหล่งปูม้าใหญ่ที่สุดของจังหวัด
เราเดินเข้าไปในชุมชนที่บ้านเรือนวางตัวริมชายฝั่ง ทางเดินเหมือนสะพานทอดยาวที่เบื้องล่างคือผืนน้ำที่มีเรือประมงใหญ่น้อยจอดเทียบท่า แวะดูธนาคารปูม้าที่ในบ่อพักมีปูไข่ให้เราได้เรียนรู้สีของไข่ปู ซึ่งมีตั้งแต่สีเหลืองอ่อน เหลืองออกส้ม เหลืองออกน้ำตาล และสีเทาอมดำ อันเป็นสีของไข่ที่แม่ปูจะปล่อยตัวอ่อนภายใน 1-2 วัน โดยไข่นอกกระดอง 1 ตัว แม่ปูปล่อยตัวอ่อนออกมาราว 2 แสนถึง 2 ล้านตัว ลองคิดว่าหากไม่นำไข่มาอภิบาล จะต้องสูญเสียทรัพยากรปูม้าไปมากเพียงใด
สภาพธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ที่ชาวบ้านช่วยกันปกปักรักษา ไม่เพียงให้คุณต่อทุกสรรพชีวิตที่อยู่อาศัย ยังเผื่อแผ่ถึงคนต่างถิ่นที่เข้ามาเยี่ยมเยือนให้ได้สัมผัสธรรมชาติอันงดงามสงบเงียบ การลงเรือล่องไปในคลองไม้รูดท่ามกลางป่าชายเลนคือกิจกรรมที่พาเข้าไปชมวิถีประมงพื้นบ้าน ถ้าอยากลงไม้ลงมือให้เข้าถึงมากกว่าแค่การนั่งฟังคนเรือเล่าวิธีหาหอย คนเรือก็พร้อมชะลอเรือเข้าริมฝั่งให้ได้ก้าวเท้าลงจากเรือ เหยียบดินโคลน ดำลงไปในผืนน้ำ งมหอยพอกหรือควานหาหอยถ่าน ไม่ก็ใช้เท้าสัมผัสจนพบแล้วใช้นิ้วเท้าหนีบหอยถ่านอย่างที่เราลองทำจนเรียกเสียงหัวเราะสนุกได้ทั้งลำเรือ
กิจกรรมนั่งเรือล่องคลองไม้รูดนี้ทำได้ตั้งแต่เช้าจรดดึก แม้ตอนกลางวันจะร้อนสักหน่อย ส่วนใหญ่จึงออกล่องเรือช่วงเย็น อากาศกำลังดี แถมได้ชมพระอาทิตย์ตก ซึ่งบางวันแสงสีของพระอาทิตย์และเส้นสายของเมฆระบายท้องฟ้ายามสนธยาให้สวยงามดั่งภาพเขียน บางวันพระอาทิตย์เหนียมอายหลุบหายไปในกลุ่มเมฆที่กระจายตัวเต็มผืนฟ้า บางวันมีฝนตกพรำ ๆ ธรรมชาติเป็นเช่นนี้เอง คาดเดาไม่ได้ สั่งการไม่ได้ ให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่และรักษาในสิ่งที่เป็น เช่นเดียวกับการล่องเรือชมหิ่งห้อยยามค่ำคืน ที่แม้จะคาดหวังให้เห็นแสงระยิบของหิ่งห้อยตลอดเส้นทางที่เรือล่องไป แต่แมลงปีกแข็งที่ปล่อยแสงได้นี้ก็มีวงจรชีวิตและถิ่นที่อยู่ที่มนุษย์อย่างเราเพียงแต่มองฝ่าไปในความมืดของป่าชายเลน เมื่อเห็นแสงกะพริบวับวาบให้ได้ตื่นตา เราก็รู้ว่าหิ่งห้อยกำลังสื่อสารพูดคุยกัน และส่งสัญญาณสืบพันธุ์เพื่อขยายวงศ์ชีวิตต่อไป แล้วในคืนที่ดาวเกลื่อนฟ้าอย่างในคืนค่ำที่เราล่องเรือไป นัยน์ตาเราเปล่งประกายลิงโลดที่ได้เห็นดวงดาวระยิบแข่งกับแสงกะพริบของหิ่งห้อยในความมืดสงบงามของคลองไม้รูด
หิ่งห้อยยังเป็นตัวชี้วัดความสมดุลของระบบนิเวศ นัยว่าเป็นสัตว์ที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลง เมื่อแหล่งที่อยู่อาศัยเปลี่ยนไป หิ่งห้อยปรับตัวไม่ทัน เพราะต้องอาศัยใกล้แหล่งน้ำสะอาดอย่างบนภูเขาสูง ลำธาร แม่น้ำลำคลอง และป่าชายเลนที่ไม่มีมลพิษมากนัก ดังนั้น บริเวณใดที่มีหิ่งห้อยเยอะ แสดงว่าระบบนิเวศสมดุล คุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมไม่เสื่อมโทรม นี่จึงเป็นดัชนีชี้วัดชุมชนบ้านไม้รูดที่ความร่วมมือร่วมใจอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของชาวบ้านส่งผลทันตาให้ชุมชนประมงพื้นบ้านยังคงวิถีชีวิตริมน้ำได้สืบไป คนต่างถิ่นเองนอกจากสัมผัสธรรมชาติสวยงามแล้ว ยังรู้แจ้งถึงความอุดมสมบูรณ์จากมื้ออาหารที่หลากหลายด้วยอาหารทะเลสดอร่อย ปูม้าเนื้อหวาน หอย กุ้ง กั้ง ที่กินได้สดๆ ไม่ต้องอาศัยน้ำจิ้มก็อร่อยเหลือเฟือ แต่พอได้น้ำจิ้มซีฟู้ด น้ำพริกกะปิคั่วสูตรบ้านๆ ก็ราวกับโดนป้ายยา อยากจะซื้อกั้งซื้อปูกลับไปกิน แต่การเดินทางยังต้องไปต่อ ทำได้แค่อุดหนุนผลิตภัณฑ์ชาวบ้านด้วยการซื้อกะปิแท้รสดี และวางแผนคราวหน้ามากินอาหารทะเลสดถึงถิ่น


บ้านไม้รูดมีหาดทรายสวยให้ได้พักผ่อนเพลิดเพลิน อาทิ หาดไม้รูด หาดบานชื่น และหาดทรายสองสี ที่มีความอัศจรรย์ตรงสีของเม็ดทราย ด้านหนึ่งมีเม็ดทรายสีขาวจากชายทะเล อีกด้านเป็นทรายสีแดงจากดินภูเขาริมฝั่งพัดมาผสมกับทรายขาว ทำให้ชายหาดรูปครึ่งวงกลมมีปรากฏการณ์ธรรมชาติของหาดทรายสองสี และถ้าเดินจากหาดทรายสองสีต่อไปอีกหน่อย พบ ‘บ่อญวน’ บ่อน้ำจืดที่เอาเข้าจริงก็เหมือนบ่อน้ำทั่วไป แต่น่าสนใจตรงเรื่องเล่าว่า ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ทหารเวียดนามที่เข้ามารบในช่วงขับไล่ฝรั่งเศสออกจากประเทศเวียดนาม ขาดแคลนน้ำ จึงออกขุดหาแหล่งน้ำ จนมาพบบ่อน้ำจืดที่นี่ ชาวบ้านเชื่อกันว่า น้ำในบ่อญวนศักดิ์สิทธิ์มาก สามารถใช้รักษาโรคได้ เป็นบ่อน้ำที่ไม่เคยเหือดแห้ง และไม่ว่าน้ำทะเลขึ้นสูงจนท่วมบ่อ น้ำในบ่อญวนก็ยังคงเป็นน้ำจืด ใสเย็นอยู่อย่างนั้น ปัจจุบัน ชาวบ้านไม้รูดยังคงใช้น้ำจืดจากบ่อญวนมาประกอบพิธีสำคัญ เช่น ทำน้ำมนต์ นำน้ำประพรมเสาเรือนเมื่อยกบ้านใหม่

ประเทศเวียดนาม ขาดแคลนน้ำ จึงออกขุดหาแหล่งน้ำ จนมาพบบ่อน้ำจืดที่นี่ ชาวบ้านเชื่อกันว่า น้ำในบ่อญวนศักดิ์สิทธิ์มาก สามารถใช้รักษาโรคได้ เป็นบ่อน้ำที่ไม่เคยเหือดแห้ง และไม่ว่าน้ำทะเลขึ้นสูงจนท่วมบ่อ น้ำในบ่อญวนก็ยังคงเป็นน้ำจืด ใสเย็นอยู่อย่างนั้น ปัจจุบัน ชาวบ้านไม้รูดยังคงใช้น้ำจืดจากบ่อญวนมาประกอบพิธีสำคัญ เช่น ทำน้ำมนต์ นำน้ำประพรมเสาเรือนเมื่อยกบ้านใหม่ Paragraph


พื้นที่บ้านไม้รูดและคลองใหญ่ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นประจักษ์พยานของสงคราม การปะทะต่อสู้ในหลายยุคสมัย และเป็นถิ่นที่อยู่ร่วมกันของผู้คนที่แตกต่างทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม เช่น ไทย เขมร จีน และญวน อันเนื่องมาจากการอพยพเคลื่อนย้ายข้ามไปมาระหว่างแนวชายแดนไทยที่ติดชายแดนจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา เรื่องราวที่ยังแจ่มชัดในความทรงจำของคนท้องถิ่น ได้รับการบันทึกไว้ที่อนุสรณ์สถาน ‘ศาลาราชการุณย์’ พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในสถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นค่ายอพยพของผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ชายฝั่งทะเลติดกับหมู่บ้านไม้รูด
ย้อนไปในปี พ.ศ. 2522 ชาวกัมพูชามากมายอพยพลี้ภัยสงคราม กว่าแสนคนได้มารวมตัวกันที่บ้านเขาล้าน ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 สภานายิกาสภากาชาดไทย เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมผู้อพยพที่ได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2522 ได้มีพระราชเสาวนีย์ให้สภากาชาดไทย จัดตั้ง ‘ศูนย์สภากาชาดไทย เขาล้าน’ ซึ่งต่อมาได้ชื่อว่า ‘ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน’ เพื่อรับผู้อพยพชาวกัมพูชา ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างสุดความสามารถ โดยในระยะแรกผู้อพยพทำที่พักอาศัยอยู่ใต้ต้นไม้โดยใช้อุปกรณ์เท่าที่มี เช่น ผ้าขาวม้า เป็นเครื่องบังแดดบังฝน ต่อมาได้รับการแจกผ้าพลาสติก ใช้เป็นที่บังแดดบังฝน จากนั้นจึงมีการก่อสร้างเพิงทำด้วยไม้ไผ่หลังคามุงแฝกและใบจาก เป็นที่พักชั่วคราว รวมถึงสร้างเพิงชั่วคราวเพื่อเป็นที่ทำการให้ความช่วยเหลือผู้อพยพ รวมทั้งที่พักและหน่วยพยาบาล ในเวลาต่อมา ได้สร้างอาคารถาวร ประกอบด้วยสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้า โรงฝึกอบรม โรงเรียน และบ้านพัก โดยจัดหาแพทย์มาประจำการและจัดหาครูศิลปาชีพมาให้ความรู้แก่ผู้อพยพ โดยศูนย์ฯ ได้เปิดให้ความช่วยเหลือเป็นเวลารวม 7 ปี และปิดตัวลงในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 โดยสภากาชาดไทยขอให้กองทัพเรือ ซึ่งจัดชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 3 เข้ามาอยู่ดูแลพื้นที่ ในปี พ.ศ. 2535 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ทรงมีพระราชดำริจัดทำโครงการพัฒนาศูนย์สภากาชาดไทยแห่งนี้เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 สภานายิกาสภากาชาดไทยในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษาโดยให้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานแก่ชาวไทยชายแดนและชาวกัมพูชาอพยพ พระราชทานนามอาคารว่า ‘ศาลาราชการุณย์’ เสด็จพระราชดำเนินวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2535 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเปิดพิพิธภัณฑ์ฯ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2537โดยพื้นที่โดยรอบให้จัดเป็นสถานที่เข้าค่ายฝึกอบรมเยาวชนทั้งยุวกาชาด ลูกเสือ เนตรนารี นักเรียน นักศึกษา ฯลฯ และปรับปรุงพื้นที่ชายหาดให้เป็นสถานที่พักผ่อนแก่บุคคลทั่วไปอาคารเรียบง่ายแต่งดงามของศาลาราชการุณย์ศูนย์สภากาชาดไทย ได้รับการออกแบบโดยคณาจารย์ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมยอดเยี่ยมเหรียญทอง จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำปี 2536 เพียงก้าวเข้าไปภายในอาคารศาลาราชการุณย์ ยังความรู้สึกซาบซึ้งยิ่ง ด้วยพระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 “ฉันตัดสินใจจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เหล่านี้เท่าที่กำลังความสามารถของฉันจะมี” ที่นำไปสู่ห้องจัดแสดงผ่าน หุ่นจำลองเท่าขนาดจริง

ภาพถ่าย วิดีทัศน์ บอกเล่าความเป็นมา สภาพความเป็นอยู่ของชาวกัมพูชาอพยพ การให้ความช่วยเหลือของสภากาชาดไทย สิ่งของที่ผู้อพยพนำติดตัวมา และงานฝีมือของผู้อพยพที่ได้รับการสอนจากครูศิลปาชีพ แม้เรื่องราวประวัติศาสตร์เหล่านี้จะน่าสะเทือนใจ หากก็สร้างความประทับใจในความดีงามที่เพื่อนมนุษย์ได้ช่วยเหลือกันและกันไม่ว่าจะอยู่ในสถานะ ชนชาติ วัฒนธรรมใด โดยเฉพาะพระราชกรณียกิจที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงมุ่งมั่นช่วยเหลือผู้อพยพชาวกัมพูชาโดยไม่เห็นแก่ความยากลำบาก และเรื่องเล่าจากเด็กชาวกัมพูชาที่ยังคงซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณและความช่วยเหลือที่พวกเขาได้รับ ณ ศูนย์อพยพแห่งนี้ที่ทำให้เขาได้รับการส่งต่อไปมีชีวิตใหม่ในประเทศเยอรมนีและยังคงเก็บผ้าขาวม้าที่ได้รับพระราชทานจาก ‘ผู้หญิงใส่หมวกปีกใหญ่’ ไว้อย่างดี
นอกจากนี้ ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน ยังเป็นแหล่งความรู้ธรรมชาติและสถานที่พักผ่อน มีบ้านพัก จุดกางเต็นท์และตั้งค่ายพักแรมของเยาวชน ทางทิศตะวันตกคือหาดราชการุณย์ ชายหาดเรียบยาว น้ำใส สะอาด ลงไปเล่นน้ำได้ หากโชคดีก็อาจได้เจอปลาโลมาสีชมพูกระโดดน้ำเล่น ในช่วงหน้าหนาวบางปีมีปรากฏการณ์แมงกะพรุนสีรวมกลุ่มบริเวณใกล้ชายฝั่ง ขณะที่กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสิ่งแวดล้อมมีให้ทำมากหลาย ตั้งแต่ชมธรรมชาติบนเขาล้าน ไม้ป่านานาพันธุ์ เช่น ต้นตีนนก ต้นตะพรุน ต้นงิ้วป่า ต้นสะตอ ต้นแดงเขา ต้นเลือดควาย ต้นกำแพงเจ็ดชั้น ฯลฯ เดินชมสวนสมุนไพร สวนไม้ในพุทธประวัติ สวนผลไม้ประจำภาคตะวันออก สวนป่าชายเลน สวนไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัด 76 จังหวัด จำนวน 972 ต้น ในโครงการ ‘พฤกษชาติบูชาพระบรมราชูปถัมภก 6 รอบ’ ที่สภากาชาดไทยจัดขึ้นในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช องค์พระบรมราชูปถัมภก ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา เมื่อพ.ศ. 2542 รวมทั้งบึงบัวขนาดใหญ่ในบึงเขาล้าน ขณะที่ด้านหน้าของศูนย์ฯ ประดิษฐานพระพุทธรูปหลวงพ่อแดง พระพุทธรูปแบบสุโขทัยปางมารวิชัย สร้างขึ้นโดยพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวและที่พึ่งทางจิตใจแก่ผู้อพยพชาวกัมพูชาและชาวไทยชายแดน ซึ่งได้เป็นที่สักการบูชาของชาวตราดและประชาชนทั่วไปจนปัจจุบัน

เราเดินทางกันต่อเข้าไปในตัวอำเภอคลองใหญ่ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยขึ้นกับการปกครองจังหวัดปัจจันตคีรีเขต (จังหวัดเกาะกง) ประเทศกัมพูชา ในปี พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงทำสนธิสัญญายกเมืองเสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ และจังหวัดปัจจันตคีรีเขต ให้ฝรั่งเศส เพื่อแลกเอาเมืองตราด เกาะต่าง ๆ รวมทั้งอำเภอคลองใหญ่กลับมาเป็นของไทย เช่นเดียวกับตัวเมืองตราดและสถานที่ทั่วไปในตัวจังหวัด บ้านเรือนของชาวคลองใหญ่ยังคงประดับธงช้างไทยคู่กับธงชาติไทยปัจจุบันเพื่อเป็นอนุสรณ์ความทรงจำ และสัญลักษณ์ที่ชาวคลองใหญ่และชาวตราดภาคภูมิใจที่ได้กลับมาเป็นชาวไทยอีกครั้ง
สถานที่นับถือของชาวคลองใหญ่คือศาลเจ้าแม่ทับทิม ซึ่งสร้างเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด จากการบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีภูมิลำเนาอยู่บริเวณใกล้เคียงกับศาลเจ้าแม่ฯ ประมาณกันว่าอยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2472-2474 ตามประวัติของเจ้าแม่คลองใหญ่ ได้ลอยน้ำมากับแพ มาติดโป๊ะจับปลากลางทะเลของนายปิ๊กต๊อก แซ่โหงว โดยมีนายปิ๊กติ๊ก แซ่ลี้ (บิดาของนายประไพ ลีฬหสกุลชัย) หัวหน้าคนงานซ่อมโป๊ะจับปลาอยู่ในขณะนั้น ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์นี้ด้วย ทั้งสองได้หารือกัน และเห็นร่วมกันว่าสมควรอัญเชิญ ‘องค์เจ้าแม่คลองใหญ่’ ซึ่งเป็นไม้แก่นจันทร์ แกะสลักเป็นรูปผู้หญิงสวยงามองค์นี้ ขึ้นจากทะเลแล้วสร้างศาลด้วยไม้ให้เป็นที่ประทับขององค์เจ้าแม่ฯ โดยศาลเจ้าแม่ฯ ตั้งอยู่บริเวณสะพาน หมู่ 7 ตำบลคลองใหญ่ ให้เป็นที่สักการะของชาวอำเภอคลองใหญ่ และพี่น้องชาวเรือสืบต่อไป
ครั้นปี พ.ศ. 2543 มีการถมดินบริเวณชายทะเลพื้นที่หมู่ 7 ตำบลคลองใหญ่ ก่อสร้างศาลเจ้าแม่ทับทิมหลังใหม่ มีพิธีเปิดเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2546 ได้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนมากราบไหว้บูชาองค์เจ้าแม่ทับทิมคลองใหญ่ทุกวัน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลอย่างตรุษจีน วันสารท และเทศกาลประจำปีของศาลเจ้าแม่ฯ ที่ถือเอาวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 12 ของปฏิทินจีน เป็นวันแห่องค์เจ้าแม่ทับทิม ผู้คนมาร่วมงานกันเนืองแน่นทุกปี คึกคักที่สุดด้วยขบวนเชิดสิงโตเพื่อความเป็นสิริมงคล อันเป็นที่น่ายินดีว่าชาวคลองใหญ่ยังคงสืบทอดการเชิดสิงโตกันมารุ่นต่อรุ่น มีคณะสิงโตลูกเจ้าแม่ทับทิม อำเภอคลองใหญ่ ที่มีเด็กรุ่นใหม่ในวัยประถมและมัธยมเข้าร่วมฝึกฝนจนมีฝีมือออกงานการแสดงเชิดสิงโตได้ด้วย


จากศาลเจ้าแม่ทับทิม เราเดินเลาะเข้าไปย่านชุมชนเก่าที่บ้านเรือนตั้งอยู่ริมคลอง สำหรับคนพื้นราบอย่างเรา การเดินบนถนนขนาดไม่กว้างนักที่อาจเรียกเป็นสะพานด้วยเบื้องล่างคือผืนน้ำริมตลิ่ง พอให้หวาดเสียวและต้องทรงตัวให้สมดุลอยู่บ้าง ขณะที่ชาวบ้านขี่มอเตอร์ไซค์หรือจักรยานกันอย่างช่ำชอง เรือนไม้ที่อยู่กันอย่างเรียบง่าย บางบ้านเป็นร้านขายของ ร้านตัดผม และบ้านหนึ่งที่สุดประทับใจ ไม่ใช่แค่ของเก่าๆ ภาพเก่าๆ ที่ประดับไว้เท่านั้น หากคือความอร่อยของผลไม้แดนตะวันออกที่เราโชคดีได้แวะไปในช่วงที่มีทุเรียนออก เจ้าบ้านผู้ได้รางวัลทุเรียนดีเด่นหยิบมีดมาแกะทุเรียนอย่างเชี่ยวชาญให้เราได้ชิมและบอกใคร ๆ ได้เต็มปากเต็มคำว่าทุเรียนบ้านนี้หวานอร่อยเหลือเกิน แต่ดูเหมือนร่างกายยังรับความหวานไม่พอ เราจึงปิดท้ายเที่ยวตลาดคลองใหญ่กันที่ร้านขนมไทยที่ได้ขึ้นโต๊ะเสวยราชสำนักเขมรอย่างร้านพรประเสริฐเรากินขนมหม้อแกง ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน อย่างเอร็ดอร่อย ดื่มน้ำชาหอม ๆ และนึกภาวนาในใจ รอวันกลับมาเยือนชุมชนคลองใหญ่ ณ สุดทางบูรพา อีกครั้ง


ย้อนไปในปี พ.ศ. 2522 ชาวกัมพูชามากมายอพยพลี้ภัยสงคราม กว่าแสนคนได้มารวมตัวกันที่บ้านเขาล้าน ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 สภานายิกาสภากาชาดไทย เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมผู้อพยพที่ได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2522 ได้มีพระราชเสาวนีย์ให้สภากาชาดไทย จัดตั้ง ‘ศูนย์สภากาชาดไทย เขาล้าน’ ซึ่งต่อมาได้ชื่อว่า ‘ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน’ เพื่อรับผู้อพยพชาวกัมพูชา ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างสุดความสามารถ โดยในระยะแรกผู้อพยพทำที่พักอาศัยอยู่ใต้ต้นไม้โดยใช้อุปกรณ์เท่าที่มี เช่น ผ้าขาวม้า เป็นเครื่องบังแดดบังฝน ต่อมาได้รับการแจกผ้าพลาสติก ใช้เป็นที่บังแดดบังฝน จากนั้นจึงมีการก่อสร้างเพิงทำด้วยไม้ไผ่หลังคามุงแฝกและใบจาก เป็นที่พักชั่วคราว รวมถึงสร้างเพิงชั่วคราวเพื่อเป็นที่ทำการให้ความช่วยเหลือผู้อพยพ รวมทั้งที่พักและหน่วยพยาบาล ในเวลาต่อมา ได้สร้างอาคารถาวร ประกอบด้วยสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้า โรงฝึกอบรม โรงเรียน และบ้านพัก โดยจัดหาแพทย์มาประจำการและจัดหาครูศิลปาชีพมาให้ความรู้แก่ผู้อพยพ โดยศูนย์ฯ ได้เปิดให้ความช่วยเหลือเป็นเวลารวม 7 ปี และปิดตัวลงในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 โดยสภากาชาดไทยขอให้กองทัพเรือ ซึ่งจัดชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 3 เข้ามาอยู่ดูแลพื้นที่ ในปี พ.ศ. 2535 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ทรงมีพระราชดำริจัดทำโครงการพัฒนาศูนย์สภากาชาดไทยแห่งนี้เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 สภานายิกาสภากาชาดไทยในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษาโดยให้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานแก่ชาวไทยชายแดนและชาวกัมพูชาอพยพ พระราชทานนามอาคารว่า ‘ศาลาราชการุณย์’ เสด็จพระราชดำเนินวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2535 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเปิดพิพิธภัณฑ์ฯ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2537โดยพื้นที่โดยรอบให้จัดเป็นสถานที่เข้าค่ายฝึกอบรมเยาวชนทั้งยุวกาชาด ลูกเสือ เนตรนารี นักเรียน นักศึกษา ฯลฯ และปรับปรุงพื้นที่ชายหาดให้เป็นสถานที่พักผ่อนแก่บุคคลทั่วไปอาคารเรียบง่ายแต่งดงามของศาลาราชการุณย์ศูนย์สภากาชาดไทย ได้รับการออกแบบโดยคณาจารย์ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมยอดเยี่ยมเหรียญทอง จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำปี 2536 เพียงก้าวเข้าไปภายในอาคารศาลาราชการุณย์ ยังความรู้สึกซาบซึ้งยิ่ง ด้วยพระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 “ฉันตัดสินใจจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เหล่านี้เท่าที่กำลังความสามารถของฉันจะมี” ที่นำไปสู่ห้องจัดแสดงผ่าน
หุ่นจำลองเท่าขนาดจริง ภาพถ่าย วิดีทัศน์ บอกเล่าความเป็นมา สภาพความเป็นอยู่ของชาวกัมพูชาอพยพ การให้ความช่วยเหลือของสภากาชาดไทย สิ่งของที่ผู้อพยพนำติดตัวมา และงานฝีมือของผู้อพยพที่ได้รับการสอนจากครูศิลปาชีพ แม้เรื่องราวประวัติศาสตร์เหล่านี้จะน่าสะเทือนใจ หากก็สร้างความประทับใจในความดีงามที่เพื่อนมนุษย์ได้ช่วยเหลือกันและกันไม่ว่าจะอยู่ในสถานะ ชนชาติ วัฒนธรรมใด โดยเฉพาะพระราชกรณียกิจที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงมุ่งมั่นช่วยเหลือผู้อพยพชาวกัมพูชาโดยไม่เห็นแก่ความยากลำบาก และเรื่องเล่าจากเด็กชาวกัมพูชาที่ยังคงซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณและความช่วยเหลือที่พวกเขาได้รับ ณ ศูนย์อพยพแห่งนี้ที่ทำให้เขาได้รับการส่งต่อไปมีชีวิตใหม่ในประเทศเยอรมนีและยังคงเก็บผ้าขาวม้าที่ได้รับพระราชทานจาก ‘ผู้หญิงใส่หมวกปีกใหญ่’ ไว้อย่างดี


นอกจากนี้ ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน ยังเป็นแหล่งความรู้ธรรมชาติและสถานที่พักผ่อน มีบ้านพัก จุดกางเต็นท์และตั้งค่ายพักแรมของเยาวชน ทางทิศตะวันตกคือหาดราชการุณย์ ชายหาดเรียบยาว น้ำใส สะอาด ลงไปเล่นน้ำได้ หากโชคดีก็อาจได้เจอปลาโลมาสีชมพูกระโดดน้ำเล่น ในช่วงหน้าหนาวบางปีมีปรากฏการณ์แมงกะพรุนสีรวมกลุ่มบริเวณใกล้ชายฝั่ง ขณะที่กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสิ่งแวดล้อมมีให้ทำมากหลาย ตั้งแต่ชมธรรมชาติบนเขาล้าน ไม้ป่านานาพันธุ์ เช่น ต้นตีนนก ต้นตะพรุน ต้นงิ้วป่า ต้นสะตอ ต้นแดงเขา ต้นเลือดควาย ต้นกำแพงเจ็ดชั้น ฯลฯ เดินชมสวนสมุนไพร สวนไม้ในพุทธประวัติ สวนผลไม้ประจำภาคตะวันออก สวนป่าชายเลน สวนไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัด 76 จังหวัด จำนวน 972 ต้น ในโครงการ ‘พฤกษชาติบูชาพระบรมราชูปถัมภก 6 รอบ’ ที่สภากาชาดไทยจัดขึ้นในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช องค์พระบรมราชูปถัมภก ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา เมื่อพ.ศ. 2542 รวมทั้งบึงบัวขนาดใหญ่ในบึงเขาล้าน ขณะที่ด้านหน้าของศูนย์ฯ ประดิษฐานพระพุทธรูปหลวงพ่อแดง พระพุทธรูปแบบสุโขทัยปางมารวิชัย สร้างขึ้นโดยพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวและที่พึ่งทางจิตใจแก่ผู้อพยพชาวกัมพูชาและชาวไทยชายแดน ซึ่งได้เป็นที่สักการบูชาของชาวตราดและประชาชนทั่วไปจนปัจจุบันเราเดินทางกันต่อเข้าไปในตัวอำเภอคลองใหญ่ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยขึ้นกับการปกครองจังหวัดปัจจันตคีรีเขต (จังหวัดเกาะกง) ประเทศกัมพูชา ในปี พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงทำสนธิสัญญายกเมืองเสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ และจังหวัดปัจจันตคีรีเขต ให้ฝรั่งเศส เพื่อแลกเอาเมืองตราด เกาะต่าง ๆ รวมทั้งอำเภอคลองใหญ่กลับมาเป็นของไทย เช่นเดียวกับตัวเมืองตราดและสถานที่ทั่วไปในตัวจังหวัด บ้านเรือนของชาวคลองใหญ่ยังคงประดับธงช้างไทยคู่กับธงชาติไทยปัจจุบันเพื่อเป็นอนุสรณ์ความทรงจำ และสัญลักษณ์ที่ชาวคลองใหญ่และชาวตราดภาคภูมิใจที่ได้กลับมาเป็นชาวไทยอีกครั้ง


สถานที่นับถือของชาวคลองใหญ่คือศาลเจ้าแม่ทับทิม ซึ่งสร้างเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด จากการบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีภูมิลำเนาอยู่บริเวณใกล้เคียงกับศาลเจ้าแม่ฯ ประมาณกันว่าอยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2472-2474 ตามประวัติของเจ้าแม่คลองใหญ่ ได้ลอยน้ำมากับแพ มาติดโป๊ะจับปลากลางทะเลของนายปิ๊กต๊อก แซ่โหงว โดยมีนายปิ๊กติ๊ก แซ่ลี้ (บิดาของนายประไพ ลีฬหสกุลชัย) หัวหน้าคนงานซ่อมโป๊ะจับปลาอยู่ในขณะนั้น ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์นี้ด้วย ทั้งสองได้หารือกัน และเห็นร่วมกันว่าสมควรอัญเชิญ ‘องค์เจ้าแม่คลองใหญ่’ ซึ่งเป็นไม้แก่นจันทร์ แกะสลักเป็นรูปผู้หญิงสวยงามองค์นี้ ขึ้นจากทะเลแล้วสร้างศาลด้วยไม้ให้เป็นที่ประทับขององค์เจ้าแม่ฯ โดยศาลเจ้าแม่ฯ ตั้งอยู่บริเวณสะพาน หมู่ 7 ตำบลคลองใหญ่ ให้เป็นที่สักการะของชาวอำเภอคลองใหญ่ และพี่น้องชาวเรือสืบต่อไป
ครั้นปี พ.ศ. 2543 มีการถมดินบริเวณชายทะเลพื้นที่หมู่ 7 ตำบลคลองใหญ่ ก่อสร้างศาลเจ้าแม่ทับทิมหลังใหม่ มีพิธีเปิดเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2546 ได้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนมากราบไหว้บูชาองค์เจ้าแม่ทับทิมคลองใหญ่ทุกวัน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลอย่างตรุษจีน วันสารท และเทศกาลประจำปีของศาลเจ้าแม่ฯ ที่ถือเอาวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 12 ของปฏิทินจีน เป็นวันแห่องค์เจ้าแม่ทับทิม ผู้คนมาร่วมงานกันเนืองแน่นทุกปี คึกคักที่สุดด้วยขบวนเชิดสิงโตเพื่อความเป็นสิริมงคล อันเป็นที่น่ายินดีว่าชาวคลองใหญ่ยังคงสืบทอดการเชิดสิงโตกันมารุ่นต่อรุ่น มีคณะสิงโตลูกเจ้าแม่ทับทิม อำเภอคลองใหญ่ ที่มีเด็กรุ่นใหม่ในวัยประถมและมัธยมเข้าร่วมฝึกฝนจนมีฝีมือออกงานการแสดงเชิดสิงโตได้ด้วย
จากศาลเจ้าแม่ทับทิม เราเดินเลาะเข้าไปย่านชุมชนเก่าที่บ้านเรือนตั้งอยู่ริมคลอง สำหรับคนพื้นราบอย่างเรา การเดินบนถนนขนาดไม่กว้างนักที่อาจเรียกเป็นสะพานด้วยเบื้องล่างคือผืนน้ำริมตลิ่ง พอให้หวาดเสียวและต้องทรงตัวให้สมดุลอยู่บ้าง ขณะที่ชาวบ้านขี่มอเตอร์ไซค์หรือจักรยานกันอย่างช่ำชอง เรือนไม้ที่อยู่กันอย่างเรียบง่าย บางบ้านเป็นร้านขายของ ร้านตัดผม และบ้านหนึ่งที่สุดประทับใจ ไม่ใช่แค่ของเก่าๆ ภาพเก่าๆ ที่ประดับไว้เท่านั้น หากคือความอร่อยของผลไม้แดนตะวันออกที่เราโชคดีได้แวะไปในช่วงที่มีทุเรียนออก เจ้าบ้านผู้ได้รางวัลทุเรียนดีเด่นหยิบมีดมาแกะทุเรียนอย่างเชี่ยวชาญให้เราได้ชิมและบอกใคร ๆ ได้เต็มปากเต็มคำว่าทุเรียนบ้านนี้หวานอร่อยเหลือเกิน แต่ดูเหมือนร่างกายยังรับความหวานไม่พอ เราจึงปิดท้ายเที่ยวตลาดคลองใหญ่กันที่ร้านขนมไทยที่ได้ขึ้นโต๊ะเสวยราชสำนักเขมรอย่างร้านพรประเสริฐเรากินขนมหม้อแกง ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน อย่างเอร็ดอร่อย ดื่มน้ำชาหอม ๆ และนึกภาวนาในใจ รอวันกลับมาเยือนชุมชนคลองใหญ่ ณ สุดทางบูรพา อีกครั้ง

Check lists
• ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่น การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และยั่งยืน คลิกไปที่เว็บไซต์ ขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยว อย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) www.dasta.or.th/dastaarea3/th และ สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) www.facebook.com/TEATAThailand
• ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด โทร. 081-982-2725
• ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน เลขที่ 186 หมู่ 4 ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด 23110 สอบถามรายละเอียดและสำรองบ้านพักได้ทางโทรศัพท์ (039) 510-821, 086-413-2482, 087-600-0686 เว็บไซต์: http://khaolan.redcross.or.th ศาลาราชการุณย์เปิดให้เข้าชม โดยไม่เสีย ค่าใช้จ่าย ทุกวันรวมวันหยุดนักขัตฤกษ์ ยกเว้นวันอังคารและพุธ
• ท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลคลองใหญ่ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด โทร. 082-474-7107, 083-698-4734
• การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคตะวันออก www.traveleastthailand.com

เรื่องและภาพ: ปิยะลักษณ์ นาคะโยธิน