‘ การเดินทางภายใน ’

เป็นการกลับเข้าไปเรียนรู้จักตนเอง ซึ่งเป็นที่รู้จักและแพร่หลายกันภายในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มี workshop มากมายที่ชักชวนผู้คนออกไปเดินทางค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ เติมพลังกายใจ เก็บตก self ที่หล่นหายไป เข้าไปเชื่อมโยงกับเด็กน้อย
ภายในตัวเอง (inner child)

การสร้างเป้าหมาย หรือการปลุกแรงบันดาลใจ โดยมีเครื่องมือที่หลากหลายเช่น ศิลปะ ดนตรี การเคลื่อนไหว การสะกดจิต ไพ่ รูปภาพ บอร์ดเกมส์ ฯลฯ ซึ่งแท้จริงแล้วกระบวนการเหล่านี้ก็มีส่วนคล้ายและเชื่อมโยงกับศาสนาต่างๆ เป็นเรื่องของการฟังเสียงภายใน การวางการตัดสิน ทิ้งกรอบคิดแบบเดิมๆ ที่เคยรับการเชื่อมา เพื่อหาสมดุลและยอมรับในตนเอง จนสามารถสร้างสรรค์ความสัมพันธ์กับตัวเองและคนรอบข้างด้วยความเข้าใจ สาเหตุหนึ่งอาจจะมาจากการที่เราอยู่บนโลกที่เร็วร้อน เต็มไปด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ดึงเราให้ไปอยู่กับตนเองมากขึ้น หลงคิดว่าเราเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง แต่กลับทำให้เราห่างไกลกับความเข้าใจตัวเองและคนอื่น เกิดเป็นปรากฏการณ์ ‘คนไม่รู้จักตนเอง’ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการหมดพลังชีวิต หมดไฟในการทำงาน (Burnout Syndrome) หรือเกิดเป็นภาวะซึมเศร้า (Depression)

ส่วนตัวผมเองในฐานะคนที่ทำงานด้านศิลปะเพื่อการตระหนักรู้ (awakening art) ได้มีโอกาสไปออกเดินทางอีกครั้ง ผ่านหลักสูตร Creative Arts Therapies ที่ทางมหาวิทยาลัย Haifa ประเทศอิสราเอลร่วมมือกับคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดขึ้น 19 วันของการเดินทาง โดยใช้ Art Therapy, Music Therapy. Movement Therapy. Narrative Therapy. Drama Therapy และ Psychodrama ไม่ใช่แค่การฝึกให้ผู้เข้าอบรมเรียนรู้เพื่อไปเป็นนักบำบัดที่ดีแต่เป็นการพาทุกคนกลับเข้าไปเรียนรู้และทดลองในกิจกรรมต่างๆ ด้วยประสบการณ์ตรง ใช้ชีวิตของเราเองเป็นครู ก่อนที่จะกลั่นกรององค์ความรู้ที่ได้รับหลอมรวมเป็น ‘being’ แล้วนำออกไปรับใช้ผู้คนตามแบบฉบับที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง

เราเริ่มต้นจาก self figure ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกใจเมื่อคนในคลาสส่วนใหญ่จะวาดภาพครึ่งตัวและคนไทยส่วนใหญ่จะวาดแบบนั้น (มีผลงานวิจัยรองรับข้อสมมติฐานนี้) ต่างจากคนฝั่งตะวันตก ในภาพหนึ่งภาพนั้นมีเรื่องราวของตัวเราเองซ่อนอยู่มากมาย มันสามารถบอกถึงกระบวนการทางความคิด อุปนิสัย การใช้สัญชาตญาณพื้นฐาน และความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวดั้งเดิมของเราเองอย่างไม่น่าเชื่อ จากผลงานนำไปสู่การวิเคราะห์ภาพด้วยทฤษฎีทางจิตวิทยาและพาไปสู่ชุดคำถามชวนสำรวจตัวเอง และจากการวาดภาพนั้นทำให้ผมได้คำตอบบางอย่างเหมือนนั่งย้อนไทม์แมชชีนกลับไปตอนอายุ 8 ขวบ มีวัตถุบางอย่างที่ปรากฏขึ้นในภาพวาดที่บอกช่วงอายุที่เรายังติดขัดหรือมีความหมายบางอย่าง หลายเรื่องราวที่ถูกลืมแต่เป็นเงื่อนปมที่ถูกซ่อนไว้ในหลุมดำแล้วค่อยๆ พัฒนาตลอดช่วงชีวิตกลายเป็นร่องที่เรามักจากเผลอตกลงไปเสมอ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบัน

 อีกเรื่องที่เพิ่งถูกค้นเจอคือสาเหตุที่ทำให้ผมเป็นคนที่ชอบการแกะห่อของขวัญและชอบการเซอร์ไพรส์มากเป็นพิเศษ คือตอนเด็กๆ ผมเองไม่ค่อยอนุญาตให้ตัวเองได้ดีใจสุดๆ ตะโกนร้องเย้!!! ไชโย!!! หรือแสดงความรู้สึกจากข้างในออกมา ขณะที่เผชิญหน้ากับความจริงนี้ภายในใจของผมมีความสั่นไหวรับรู้ถึงความเศร้าคล้ายจะสงสารเด็กน้อยคนนั้นจับใจ ซึ่งเชื่อว่าคุณครูเองก็สังเกตเห็นสิ่งที่ผุดขึ้นมานี้ได้ ผ่านน้ำเสียง แววตา จังหวะการพูดของผม เราเพียงแค่หยุดนิ่งเพื่อให้เวลากับพื้นที่แก่กันและกัน ช่วงเวลาของการเยียวยาเกิดขึ้นเมื่อเสียงของเด็กน้อยได้รับการรับฟัง มีคุณครูและเพื่อนๆ ในคลาสเป็นพยาน ความรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวตนคนเก่าในวัยเยาว์นำพาเราไปโอบกอดกันด้วยความอ่อนโยน ณ ชั่วเวลานั้นเป็นโมงยามที่ไม่สามารถจะอธิบายได้ มันสร้างความรู้สึกอบอุ่น มั่นคง ให้อภัยจากข้างใน

เคยได้ยินประโยคนี้ไหมครับ “ภาพหนึ่งภาพแทนคำเป็นพันคำ” รูปต้นไม้ในแบบฝึกหัดหนึ่งก็เช่นกัน เพราะต้นไม้ของแต่ละคนสะท้อนภาพสายธารแห่งชีวิตที่แสนลึกล้ำ ทุกๆ องค์ประกอบที่เติบโตของต้นไม้บอกเล่าชีวิตของแต่ละบุคคลได้ตรง ราวกับว่ามันเป็นบันทึกอัตชีวประวัติส่วนตัว ซึ่งจะสังเกตได้ตั้งแต่รากของต้นไม้ สภาพผืนดิน ขนาด สี การตวัดเส้นดินสอ ทิศทาง ลายเปลือกไม้ การแตกกิ่งก้านสาขา ใบไม้ ผลไม้ สัตว์และสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ฉายภาพให้โลกได้มองเห็น แต่หน้าที่หลักของผู้บำบัดไม่ได้อยู่ในฐานะของผู้เฉลยปริศนา แต่เป็นผู้ที่ชวนใคร่ครวญตั้งคำถามฉุกคิด เพื่อนำพาผู้วาดเข้าไปค้นหาชีวิตของตนเอง กิจกรรมวาดต้นไม้นั้นไม่ได้จบเพียงการวาดแล้วสนทนา คุณครูยังชวนให้ทุกคนนำผลงานมาวางแล้วขอให้เราเดินไปชมนิทรรศการ ‘ต้นไม้’
ที่ทุกคนร่วมกันเป็นศิลปิน พร้อมทั้งให้ทุกคนเขียนความรู้สึกหรือคำพูด 1-2 ประโยคบนกระดาษ a4 เมื่อวนกันครบจึงกลับมานั่งอ่านข้อความที่เพื่อนๆ ได้มอบเป็นของขวัญ ท้ายที่สุดให้ทุกคนนำผลงานไปจัดวางรวมกันเสมือนเป็นป่าผืนเดียวกัน บทเรียนสุดท้ายของภาพต้นไม้เกี่ยวกับวิธีสร้างความสัมพันธ์ในเชิงรุกและรับของตัวเรากับโลก

‘ปั้นเจตจำนง (willing) ให้เป็นตัว’

การปั้นเป็นกิจกรรมเล่นสนุกที่เราทุกคนล้วนเคยทำกันมาตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียนอนุบาล การใช้มือสัมผัสบีบนวดดินที่อ่อนนุ่มขึ้นเป็นรูปต่างๆ คือการได้ปลดปล่อยจินตนาการให้เป็นอิสระจากการถูกกักขังไว้ด้วยตรรกะและเหตุผลที่สะสมมา ย้ายความคิดเปลี่ยนเป็นรูปทรงผ่านประสาทสัมผัสและกล้ามเนื้อมือ โจทย์ของครูเริ่มต้นจากการไม่มีโจทย์เพียงแค่หลับตารับรู้อยู่ที่ฝามือที่กำลังทำความรู้จักกับก้อนดินขนาดเท่ากำปั้นหรือประมาณหัวใจของเรา นอกจากมือที่ทำงานกับดินแล้วยังมีตา ใจ จมูก (สูดกลิ่นของดิน) ที่สอดประสานกันอย่างเป็นอัตโนมัติ จากก้อนดินค่อยๆ ก่อตัวเป็นก้อนวงกลม พอลืมตาก็ให้ใช้เจตจำนงของเราปั้นขึ้นรูปสัตว์ประหลาดที่เป็นตัวเรา ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษต่างๆ แบบไม่เอาความงาม ความถูกผิดมาขว้างกั้น

จากรูปปั้นสัตว์สู่การเผยตัวตน ด้วยการบอกเล่าด้วยมุมมองของสัตว์ตัวนั้นว่าเป็นสัตว์ของใคร (บอกชื่อตัวเรา) มีชื่ออะไร บอกว่ามาจากที่ไหน อยู่ที่ไหน จะไปที่ใด รู้สึกอย่างไรตอนนี้ และมีความพิเศษอย่างไร ซึ่งสิ่งที่ได้บอกเล่าผ่านการเป็นสัตว์ตัวนี้จะช่วยให้เราเลี่ยงที่จะพูดถึงตัวเองโดยตรง (distance) และเป็นเครื่องมือที่ทำให้รู้จักกับ self ของตนเอง ซึ่งจะมีความต่อเนื่องกับกิจกรรมเคลื่อนไหวเมื่อหลายวันก่อน ครูได้เปิดเพลงพร้อมให้ทุกคนเคลื่อนไหวไปทั่วห้องและครูให้จินตนาการว่าเรามีหางที่สุดพิเศษ ทุกคนจะเคลื่อนไหวไปกับจินตนาการว่ามีหางติดอยู่จริงๆ ด้วยความเร็วและช้าสลับไปมากับคำสั่งต่างๆ โดยให้เฝ้าดูตัวเองตลอดเวลา ครูท้าทายให้ทุกคนเคลื่อนไหวเชื่อมโยงกัน อวดหางกับเพื่อน ชวนรับ รู้ถึงความยากลำบากในการเคลื่อนไหวกับการมีหาง ใช้ความพิเศษจากหาง ก่อนจบลงที่การนั่งจับกลุ่มวาดภาพหางนั้นบนกระดาษแผ่นโตร่วมกันแล้วค่อยเปิดวงพูดคุย ความน่าสนใจของกิจกรรมทั้ง 2 อยู่ที่จิตวิญญาณของสัตว์ที่เราเลือก (spirit of animals) คุณสมบัติบางประการที่เรามีหรือแรงปรารถนาที่อยากเป็นจะถูกเผยออกมาจาก self อย่างชัดเจน เพื่อก่อให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความต้องการและคุณค่าภายใน

ตลอด 19 วันแห่งการเดินทางผมเองและเชื่อว่าเพื่อนๆ ทุกคน รวมถึงคุณครูทั้ง 7 ท่าน คงได้ออกเดินทางไปพบกับเรื่องราวมากมายของตนเองผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ และจากเรื่องเล่าชีวิตของเพื่อนที่หลายครั้งก็มาสะกิดหรือตรงกับชีวิตของเราอย่าง (ไม่) บังเอิญ ราวกับว่าเราต่างได้ออก ‘เดินทางกลับบ้าน’ บ้านที่อยู่ภายใน ที่ที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต กลับไปมีมุมมองใหม่กับอดีตที่ผ่านมา โอบกอดรับฟังยอมรับทุกสิ่งที่เป็นตัวเรา มองเห็นเด็กน้อยภายในและร่วมเป็นสักขีพยานกับทุกประสบการณ์ ได้รับการโอบอุ้มเรียนรู้ที่จะเป็นภาชนะขนาดกว้างใหญ่ให้พอสำหรับการบรรจุเรื่องราวของตนเองและผู้คนเอาไว้ในฐานะของผู้บำบัด  เรียนรู้จักการปล่อยวาง ละวาง การ grounding และเลือกปิดบางสิ่งไว้เพื่อจะได้ดูแลพื้นที่ของตนเองไม่ให้ถูกรบกวน

การออกเดินทางหนนี้ชี้ให้ผมได้เห็นว่าบ่อยครั้งเหลือเกินที่เราใช้ชีวิตไปตามความคุ้นชินหลบเลี่ยงอยู่บนพื้นที่ปลอดภัย (comfort zone) เราจึงได้ผลลัพธ์แบบเดิมๆ จนทำให้มองไม่เห็นสมการหรือแพทเทิร์นประจำตัวที่ก่อปัญหาอยู่บ่อยๆ เรามักจะไม่ฟังเสียงที่แท้จริงของตนเอง แคร์ทุกคนรอบข้างแต่ลืมตัวเราเอง เผลอปล่อยให้เสียงตัดสินจากภายนอกมีผลต่อการใช้ชีวิตของเรา การได้หัดถอยออกมาเฝ้าดูตัวเราเองผ่านกิจกรรมเหล่านี้ จึงเป็นประตูอีกบานที่นำเราไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มต้นจากตัวเราเอง
นี่คงจะเป็นอีกเหตุผลที่หลายๆ คนเลือกจะสละเวลาพักจากการงาน เพื่อให้มีเวลาอยู่กับตัวเองเชิญชวนตนเองไป ‘ออกเดินทางกลับบ้าน’ ผ่านการอบรมต่างๆ…แล้วคุณละพร้อมจะออกเดินทางหรือยัง!