ทุกวันนี้กว่า 70% ของประชากรโลกตั้งถิ่นฐานและอาศัยกระจุกตัวกันอยู่ในพื้นที่เขตเมือง’  สัดส่วนดังกล่าวชี้ชัดว่านับจากอดีตไปจนถึงอนาคตอันไกลโพ้น  ‘เมืองจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดคุณภาพชีวิตโดยรวมของพวกเราทุกคนซึ่งที่ผ่านมาเราก็ได้เห็นแล้วว่าการเติบโตของเมืองได้เข้ามามีส่วนในการพลิกโฉมหน้าการดำรงชีวิตของเราอย่างมีนัยสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่พลเมืองในหลายประเทศทั่วโลกจะรวมตัวกันเพื่อแสวงหาการมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์เมืองของตนเองโดยไม่นิ่งเฉยละเลยให้เมืองต้องพึ่งพิงการพัฒนาที่มาจากนโยบายของภาครัฐแต่เพียงถ่ายเดียว 

สำหรับประเทศไทยวันนี้แนวคิดการพัฒนาเมืองที่กำลังเป็นกระแสและน่าจับตาความเคลื่อนไหวมากที่สุดคือแนวคิดการพัฒนา
กฎบัตรแห่งชาติ (National Charter)’ เครื่องมือใหม่ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีทั้งจากภาคธุรกิจเอกชนภาครัฐและภาคประชาชนจนมีการจัดทำกฎบัตรและประกาศใช้แล้วอย่างจริงจังผ่านการขับเคลื่อนของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการและวิชาชีพร่วมกับกลุ่มผู้นำและพลเมืองที่มีหัวใจรักบ้านรักเมืองเป็นที่ตั้ง

หนึ่งในผู้จุดประกายและขับเคลื่อนแนวคิดกฎบัตรในประเทศไทยคือฐาปนาบุณยประวิตรนายกสมาคมการผังเมืองไทยนักผังเมืองและอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในประเด็นการนำแนวคิดใหม่เรื่องการพัฒนาเมืองมาชักชวนให้กลุ่มนักธุรกิจตามหัวเมืองต่างๆได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และกลุ่มพลเมืองที่เป็น Active citizens…ลองมาฟังประสบการณ์ว่าด้วยการสร้างกฎบัตรและทิศทางเมืองเชียงใหม่ในมุมมองของเขากันดู

เจตนารมณ์ใน’กฎบัตร’

เจตนารมณ์ของกฎบัตรแห่งชาติคือการเป็นภาพรวมเป็นตัวกลางที่เชื่อมร้อยกฎบัตรของเมืองที่เรียกเป็น city charter ซึ่งกระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆโดยมีหลักคิดอยู่ว่าแต่ละเมืองจะมีสิทธิที่จะคิดถึงบทบาทของตัวเองคิดถึงอนาคตของบ้านของเมืองตัวเองไม่จำเป็นว่าทุกจังหวัดจะต้องเหมือนกันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการหรือสิ่งที่ต้องการที่จะเดินไปสู่อนาคต

กลับมาดูตัวภาพใหญ่ของเจตนารมณ์กฎบัตรก็คือความมุ่งหมายที่จะให้ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคประชาชนหรือคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมและคนที่มีโอกาสและศักยภาพได้มีส่วนในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจเพื่อเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองของตนเองให้ดีขึ้น  เป็นความร่วมมือทางสังคม Social cooperation ที่อยู่บนข้อตกลงร่วมที่เราสามารถสร้างขึ้นเองเรียกร้องซึ่งกันและกันได้และมีส่วนรับผิดชอบข้อตกลงดังกล่าวเพื่อให้บรรลุตัวเจตนารมณ์แห่งการพัฒนาเมืองร่วมกันโดยยึดวิธีคิดและสายตาที่มองออกไปสู่อนาคตว่าเราและลูกหลานของเราจะมีคุณภาพชีวิตอย่างไรต่อไปจากนี้สภาพแวดล้อมของเราจะเป็นยังไงมรดกทางด้านวัฒนธรรมประเพณีภูมิปัญญาที่คนรุ่นก่อนหน้าเราและพวกเราร่วมกันพัฒนามาเป็นหลายร้อยเป็นหลายพันปีมันจะอยู่สภาพแบบไหนทุกวันนี้ความท้าทายใหม่ๆผุดขึ้นแบบรายวันนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลหลายๆอย่างกำลังเข้ามามีส่วนในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเราสิ่งเหล่านี้เราจะปรับใช้ให้สอดคล้องกับชีวิตที่เราอยากเห็นในอนาคตอย่างไรภาคส่วนต่างๆที่ร่วมกันทำกฎบัตรจำเป็นจะต้องมาพูดคุยหารือกันอีกเจตนารมณ์ของกฎบัตรก็คือการให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะส่งเสริมตัวเศรษฐกิจท้องถิ่นหรือ local business ครับหากเราพิจารณาระบบเศรษฐกิจทุกวันนี้เราจะเห็นชัดว่าในระดับเศรษฐกิจโลก global economy ผู้ที่มีกำลังมากกว่าผู้ที่มีฐานทรัพยากรมากกว่าผู้ที่มีเทคโนโลยีสูงกว่าจะสามารถดูดเอาทรัพยากรส่วนต่างของมูลค่าในสัดส่วนที่สูงมากเพราะฉะนั้นถ้าเราหันมามองเพียงแค่ว่าเราจะร่วมมือกันแค่นั้นแค่นี้อาจจะไม่เพียงพอต้องมองลึกลงไปว่าสิ่งที่เราสามารถทำได้คือการยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่นขึ้นมาและต้องทำให้ได้ทุกวันนี้มูลค่าเงินจริงๆที่เหลืออยู่กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่มันเหลือน้อยมากไม่ถึงร้อยละยี่สิบ  ดังนั้นการจะทำธุรกิจท้องถิ่นมีส่วนแบ่งมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ให้เม็ดเงินกระจายอยู่ในพื้นที่คือหนึ่งเจตนารมณ์ที่กฎบัตรต้องเดินไปในทางนั้นคือจำเป็นจะต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจท้องถิ่นให้มากที่สุดแต่ไม่ได้ไปเบียดบังหรือกีดกันต่างชาติหรืออะไรอย่างนั้นเราบอกว่าเราไม่ห้ามก็ไม่ได้แต่ว่าตัวเราเองต้องแข็งแกร่งในการที่จะใช้เทคโนโลยีใช้ภูมิปัญญาใช้ความเชี่ยวชาญของเราให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้

กฎบัตรแห่งชาติและความก้าวหน้า

ข่าวล่าสุดในวันนี้มีเมืองหลายแห่งกำลังเดินหน้าทำเรื่องนี้อยู่โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมพัฒนาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยมีศ.นพ.สุทธิพันธ์จิตพิมลมาศได้ให้แนวทางคร่าวๆว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องช่วยกันพัฒนากฎบัตรแห่งชาติขึ้นมาเป็นกฎบัตรที่รัฐให้การรับรองโดยจะมีโครงสร้างการจัดการเป็นลำดับลำดับแรกสุดคือคณะที่ปรึกษาควบคุมดูแลการขับเคลื่อนกฎบัตรส่วนที่สองเราเรียกเป็นกรรมการกฎบัตรแห่งชาติมีประธานกฎบัตรแต่ละจังหวัดเป็นกรรมการร่วมกับกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิและกลุ่มที่สามคือคณะกรรมการกฎบัตรในระดับเมืองถ้าเทียบกับกฎบัตรเชียงใหม่จะเห็นภาพคือเรามีประธานกฎบัตรมีคณะกรรมการประมาณ 10-12 สาขาที่เราเลือกกันขึ้นมาเพื่อร่วมกันออกแบบขับเคลื่อนกฎบัตรระดับจังหวัด 

เมืองที่พูดได้ว่าค่อนข้างเดินไกลพอสมควรณวันนี้มีอยู่ 3 เมืองคืออุดรธานีสระบุรีและป่าตองเชียงใหม่อยู่กลางๆและกำลังไล่ตามมาตอนนี้ก็มีทางกรุงเทพและปริมณฑลที่ประสานเข้ามาว่าจะเริ่มเคลื่อนเรื่องนี้แล้ว  ผมขอนำเรียนแบบนี้นะครับตัวรูปแบบที่เราเรียกว่าเป็นการพัฒนาเมืองรูปแบบใหม่New urban development platform มีข้อกำหนดว่าประเด็นหรือสาขาที่ควรจะต้องได้รับการพัฒนาประกอบด้วย 15 สาขาแต่ว่าแต่ละเมืองไม่จำเป็นจะต้องทำทั้ง 15 สาขาป่าตองเค้าเลือกแค่ 7 อุดรธานี 10 เชียงใหม่เราอาจจะเป็น 12 เพราะเราเพิ่มสาขาอากาศสะอาดเข้าไป

ผมและคณะทำงานที่ขับเคลื่อนเรื่องกฎบัตรถือว่าได้รับโอกาสที่ดีที่เราทำงานกับสกสว. และได้เริ่มงานที่อุดรธานีซึ่งการดำเนินงานก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเพราะภาคเอกชนและรัฐทำงานสอดคล้องกันเป็นอย่างดีหลังจากนั้นเราเคลื่อนงานไปที่เมืองป่าตองทีมนักกฎบัตรก็ได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลนครเข้ามาเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก  พอตั้งกรอบเป้าหมายของกฎบัตรเมืองป่าตองได้เราก็เลยได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างเช่นการปรับปรุงทางเท้าลงต้นไม้ใหญ่ออกแบบภูมิทัศน์เมืองบางจุดเสียใหม่และมีการทำแผนงานโครงการสำหรับกรอบงบประมาณปี 63 ซึ่งถือว่าเป็นการเคลื่อนงานนโยบายไปสู่รูปธรรมได้เร็วเกินที่คาดหมายไว้ 

การเคลื่อนงานอีกส่วนที่เริ่มเห็นการขยายตัวอย่างน่าสนใจคือการพูดคุยปรึกษาหารือทั้งในระดับภายในเมืองและระหว่างเมืองในเรื่องระดับเมืองยกตัวอย่างเมืองเชียงใหม่ก็ได้คนกลุ่มหนึ่งอาจจะกำลังสนใจเรื่องการพัฒนา Medical Hub บางกลุ่มคุยเรื่องมรดกโลกอีกกลุ่มเชี่ยวชาญเรื่องท่องเที่ยวสิ่งที่เราเห็นคือพอเรามีกรรมการกฎบัตรมันเป็นอีกช่องทางให้คนจากแต่ละกลุ่มได้มานั่งคุยกันช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้เพราะเชียงใหม่เป็นจังหวัดใหญ่รู้จักกันบ้างไม่รู้จักกันก็มีการมานั่งเวทีเดียวกันคุยกันจึงเป็นเรื่องที่ดีมากในระดับการปรึกษาหารือระหว่างเมืองในเวทีที่อุดรธานีมีตัวอย่างให้เห็นชัดเจนก็คือนายกป่าตองตั้งคำถามมาว่าที่อุดรสระบุรีที่เชียงใหม่ที่นครสวรรค์เป็นแหล่งผลิตอาหารเยอะแต่ป่าตองไม่มีพื้นที่เกษตรที่ผ่านมาเค้าก็จะซื้อผักจากสุพรรณบุรีเสียส่วนใหญ่  ความปลอดภัยหรือมาตรฐานของพืชผักก็เป็นประเด็นที่คนป่าตองสนใจพอพูดขึ้นมาแบบนี้ปุ๊บก็เกิดการซักถามพูดคุยกันต่อจนเกิดการเชื่อมโยงระหว่างคนป่าตองกับกลุ่ม smart farm ของสระบุรีนครสวรรค์และอุดรฯ  ลองคิดง่ายๆเทศบาลเมืองป่าตองมีโรงแรงอยู่ 38,000 ห้องเกือบๆเท่าเชียงใหม่แต่ละวันจะต้องต้องใช้ผักผลไม้อาหารจำนวนเท่าไหร่แถมยังมีโรงแรมที่เขาสนใจเรื่องคุณภาพและมาตรฐานของอาหารอยู่จำนวนมาก  

อีกตัวอย่างคือเมืองนครสวรรค์ต้องการได้ประสบการณ์ของ Medical Hub จากเชียงใหม่เนื่องจากว่านครสวรรค์มหาวิทยาลัยมหิดลพึ่งมาตั้งวิทยาเขตแห่งใหม่มีห้องแล็บทันสมัยและโรงพยาบาลอยู่เกือบๆ 3,000 เตียงนครสวรรค์ก็อยากมาดูงานเชียงใหม่ก็มีการพูดคุยหารือแตกประเด็นกันต่อนี่คือโอกาสคือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ที่เวทีกฎบัตรกลายเป็นเครื่องมือสร้างสรรค์ให้กับคนภายในเมืองและระหว่างเมืองกับเมืองได้อย่างน่าสนใจ

กฎบัตรเมืองเชียงใหม่ 

การทำงานของกฎบัตรเชียงใหม่ถือว่าเพิ่งผ่านก้าวแรกมาได้ระยะหนึ่งเชียงใหม่มีสาขาที่ต้องได้รับการพัฒนาอยู่ 12 สาขาสาขาสำคัญที่จะขอยกมาพูดถึงคร่าวๆคือสาขาเศรษฐกิจสีเขียวคือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมทุกมูลค่าที่ได้จากกระบวนการผลิตหรือบริการจะต้องพิสูจน์ได้มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและน้อยที่สุดและผลประโยชน์ที่ได่จะตกอยู่กับผู้คนในท้องถิ่นให้มากที่สุดที่เชียงใหม่ชูเรื่องนี้เนื่องจากว่าเชียงใหม่มีทรัพยากรทั้งธรรมชาติและทรัพยากรทางวัฒนธรรมเยอะมาก  สังเกตได้จากการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและบรรดากลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 

สาขาอื่นๆที่ถือว่าเป็นลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นของเชียงใหม่ก็มีเรื่องการเป็น Medical Hub ซึ่งเชียงใหม่มีบุคลากรและองค์ความรู้ในเรื่องนี้มหาศาลสาขาท่องเที่ยวและบริการก็เป็นอีกหนึ่งสาขาสำคัญเป็นไข่แดงของภาคเศรษฐกิจระดับเมืองรวมไปถึงสาขาการเกษตรที่เชียงใหม่ไม่ได้เป็นรองใครในเรื่องคุณภาพและความหลากหลายของผลผลิตซึ่งในอนาคตจะต้องรีบปรับตัวเอาเทคโนโลยีดิจิทัลและองค์ความรู้ใหม่ๆเข้ามาใช้เพื่อพัฒนาผลผลิตและสร้างเครือข่ายการตลาดการค้า

อีกเรื่องสำคัญที่ถูกบรรจุไว้เป็นหนึ่งในสาขาการพัฒนาของกฎบัตรเชียงใหม่คือเรื่องอากาศสะอาดเป็นประเด็นที่คนเชียงใหม่วันนี้กำลังเรียกร้องและให้ความสำคัญเพราะทุกคนเข้าใจแล้วว่าฝุ่นควันนั้นเป็นปัญหาใหญ่นี่พูดตามตรงนะครับอีกไม่กี่เดือนปัญหานี้ก็จะกลับมาอีกแล้วเพราะฉะนั้นเราอาจจะรอหน่วยงานรัฐให้มาช่วยบรรเทาปัญหาอยู่ฝั่งเดียวไม่ได้แต่ว่าในส่วนของภาคองค์กรเอกชนที่ขับเคลื่อนเรื่องกฎบัตรซึ่งรอไม่ได้เพราะมันกระทบเศรษฐกิจโดยตรงต้องรีบลงมือทำจริงจังและอีกเรื่องที่มีการพูดถึงกันมากคือการขึ้นทะเบียนเชียงใหม่เป็นมรดกโลกเพราะเชียงใหม่มีทรัพยากรทางด้านวัฒนธรรมอยู่เยอะมากมีงานสถาปัตยกรรมและแหล่งโบราณคดีที่มีคุณค่าอยู่ใจกลางเมืองเชื่อมไปถึงดอยสุเทพและอีกหลายแหล่งนอกเมืองซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นต้นทุนและแหล่งทรัพยากรสำคัญของเมืองที่ต้องได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาเพราะฉะนั้นภารกิจของกฎบัตรจึงต้องเชื่อมร้อยประเด็นเหล่านี้และผู้คนมาช่วยกันคิดช่วยกันทำบางเรื่องรวมกันทำเองเลยบางเรื่องอาจจะเป็นลักษณะการนำเสนอเข้าไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตั้งกรรมการขึ้นมาเพื่อกำหนดรูปแบบในการที่จะสร้างวิธีปฏิบัติในการรักษาและพัฒนาเมืองอย่างเร่งด่วนซึ่งรูปแบบการทำงานของสมาชิกกฎบัตรของเชียงใหม่ก็ต้องมาช่วยกันกำหนดแนวทางเพราะแต่ละเมืองจะไม่เหมือนกัน  

จากประสบการณ์ที่ผมได้มีส่วนเข้าไปช่วยพัฒนาเรื่องกฎบัตรกับหลายๆเมืองผมพอเข้าใจอยู่ว่าเชียงใหม่นั้นมีความซับซ้อนสูงการจะเริ่มทำเรื่องนี้แน่นอนว่าต้องเริ่มจากกลุ่มคนไม่กี่คนก่อนและพอมีคนเข้ามาร่วมใหม่ๆก็จะมีคำถามเต็มไปหมดว่าใครมาทำทำเพื่ออะไรใครจะได้ใครจะเสียหวังผลการเมืองหรือเปล่าตัวกรรมการต้องแข็งแกร่งต้องอดทนต้องขยันอธิบายและเปิดกว้างอย่างอุดรฯแรกๆก็จะมีคำถามเยอะมากจากแต่ละภาคส่วนแล้วก็จะมีคนใหม่เข้ามาตลอดเวลาแกนนำของกฎบัตรอุดรธานีใช้เวลาในการอธิบายด้วยความอดทนที่สูงมากโดยจับเอาประเด็นที่คนสนใจขึ้นมาพูดคุยและลองขยับเรื่องนโยบายแนวคิดกับการลงมือทำร่วมกัน  

สำหรับเชียงใหม่ประเด็นยอดฮิตมีหลายเรื่องอย่างเรื่องพื้นที่สาธารณะการฟื้นฟูเมืองมรดกโลกปัญหาเรื่องการท่องเที่ยวและฝุ่นควันผมมองว่าฝุ่นควันนี่แหละชัดมากแต่อยากนำเรียนว่าเนื่องจากมันเป็นงานใหญ่และเป็นงานยากเพราะเราไม่ใช่แหล่งต้นกำเนิดของตัวฝุ่นควันทั้งหมดเฉพาะการตั้งทีมนี้ขึ้นมาต้องทำความเข้าใจกับสาธารณะให้ได้ว่าเราต้องช่วยกันปกป้องเมืองของเราก่อนจัดการกับปัญหาเมืองเราก่อนแล้วสิ่งสำคัญคือต้องพยายามผลักดันให้เป็นนโยบายส่วนกลางให้ได้เพราะเรื่องนี้มันต้องมีการเจรจาระหว่างประเทศหรือแม้แต่จะต้องเจรจากับจังหวัดข้างเคียงอย่าลืมว่าถึงแม้เชียงใหม่จะดูแลพื้นที่เต็มที่แล้วแต่ฝุ่นก็ลอยมาอยู่ดีเพราะเฉพาะเรื่องนี้จะต้องนำไปสู่ขบวนการขับเคลื่อนนโยบายซึ่งเราก็เห็นแล้วว่ารัฐส่วนกลางยังให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนน้อยมากที่ผ่านมาเชียงใหม่สูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจและสุขภาพของคนในจังหวัดไปเท่าไหร่เราต้องรีบคิดเรื่องนี้และรีบเคลื่อนไหวต้องไม่ลืมว่าอากาศคือสิ่งที่เราต้องหายใจเข้าไปทุกนาทีถือเป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานเลยก็ว่าได้เรื่องนี้แหละที่น่าจะเป็นจุดเชื่อมโยงกฎบัตรเชียงใหม่ให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างมีพลังโดยรวมเอาภาคธุรกิจเอกชนภาคประชาชนรัฐส่วนท้องถิ่นช่วยกันไปเปลี่ยนแปลงและเขย่ารัฐส่วนกลางให้ร่วมสนับสนุนการเคลื่อนงานของเราให้ได้ไม่ได้เพื่อใครแต่เพื่อตัวเราเอง   

ส่วนตัวผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของผู้คนเชื่อว่าการพูดคุยและการมีข้อตกลงร่วมกันของคนในเมืองคือเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาซึ่งจริงๆแล้วทุกเมืองยังมีคนที่มีศักยภาพสูงมีความเป็นพลเมืองอยู่อีกเยอะมากแต่ว่าเราอาจจะไม่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมสร้างโอกาสให้คนเหล่านั้นได้มีเวทีได้มีโอกาสในการที่จะเข้ามาร่วมกันในการคิดการร่วมกันทำสิ่งดีๆให้เมืองกฎบัตรมีภารกิจหลักคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิด Social cooperation ขึ้นมาให้ได้เพื่อจะแสวงหาคนเหล่านั้นให้เข้ามาทำงานด้วยกันท่านมามากมาน้อยไม่เป็นไรแค่มาร่วมก็ถือว่าเป็นพลังสำคัญที่จะเปลี่ยนเมืองของท่านเองแล้วท่านอาจจะเป็นข้าราชการก็ได้เป็นนักธุรกิจก็ได้เป็นพี่น้องประชาชาชนเป็นประธานชุมชนคนหนึ่งได้หมดมาร่วมกันคิด 

ผมเชื่อว่าถ้าเราสามารถทำตรงนี้ขึ้นมาทำได้เมืองและสังคมเราจะเดินหน้าได้นอกจากผู้คนแล้วผมเชื่อในศักยภาพของงานพัฒนาที่มีฐานมาจากความเชี่ยวชาญภูมิปัญญาแรงผลักดันของวิถีทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ผมคิดว่าทุกแห่งมีเรื่องนี้และสิ่งนี้คือต้นทุนที่จะผสานเข้ากับเทคโนโลยีนวัตกรรมและแนวคิดการพัฒนาเมืองแบบใหม่ที่รวมทุกคนเข้ามาช่วยกันและได้รับประโยชน์ที่กระจายออกไปทั่วถึงทุกคนสิ่งเหล่านี้เป็นไปได้และไม่ได้เป็นแค่ความคิดหรือภาพฝันแต่คือทิศทางหรือแนวทางที่เราผู้เป็นเจ้าของเมืองร่วมกันสร้างขึ้นมาได้ด้วยมือของเราเอง